Bangkok, Thailand


วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

Boulevard - Dan Byrd

Boulevard - Dan Byrd


เนื้อหาเศร้าๆของเพลงนี้เป็นการคร่ำครวญขอให้เธอเห็นใจเขา กลับมาหาเขาอย่าได้ทิ้งกันไป มันไกลแสนไกลบนบูเลอวาร์ดสายนั้น กลับมารักกันใหม่เถอะนะ
Boulevard มาจากภาษาฝรั่งเศสหมายถึงถนนในย่านสำคัญๆของเมืองที่มีหลายๆเลน หรือถนนที่มีต้นไม้ปลูกอยู่ 2 ข้างทาง หรือเป็นถนนที่ออกแบบไว้ให้เดินเล่นในสวนสาธารณะหรือใช้เป็นถนนเพื่อการขี่รถจักรยานเท่านั้น

ถนนใหญ่ๆแบบ Boulevard คือที่มีแนวกลางถนนสำหรับรถสวนกันนั้นจะไม่มีเครื่องแบ่งถนนเป็น 2 ส่วน ส่วนปีกทั้ง 2 ข้างทำเป็นเกาะและปลูกต้นไม้ไว้ตลอดแนว ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีบูเลอวาร์ดของตนเองที่เป็นที่รู้จักกันทั้งโลกและนิยมใช้ชื่อย่อว่า Blvd. เหมือนกับ rd. ย่อมาจาก road หรือ st ที่ย่อจากคำว่า street

ตัวอย่างถนนในกรุงเทพฯที่มีลักษณะเป็น Boulevard เช่น ถนนวิทยุช่วงระหว่างแยกสาธรขึ้นไปทาง เหนือจนถึงแยกเพลินจิตร หรือถนนที่หน้ารัฐสภา

Baron Haussmann คนสร้างถนนที่มีชื่อเสียงที่สุดในฝรั่งเศส ปรับเปลี่ยนจาก Second Empire Paris ระหว่างปี 1853 และ 1870.ตัวอย่างบูเลอวาร์ดที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศสคือ :, Boulevard Haussmann. ซึ่งบางครั้งคำนี้ boulevards อาจเรียกว่า boulevardiers


ในประเทศเยอรมัน ห้างที่มีชื่อเสียงทางด้านแฟชั่นตั้งอยู่บนบูเลอวาร์ดทั้งนั้นอย่างห้าง Gucci, Chanel, Hugo Boss,หรือโรงแรมระดับ 5 ดาว ธนาคาร โรงพยาบาล หรืออาคารใหญ่ๆรูปทรงทันสมัยอย่าง Karl Marx Allee ในเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมัน หรือ Strausberger Platz, แต่ละบูเลอวาร์ด อาจจะถูกแบ่งคั่นกั้นเป็นบล้อคๆสำหรับการจำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆ

ในอเมริกา “boulevards” ถูกแบ่งถนนไฮเวย์สายต่างๆ คั่นไปสู่ถนนแบบ Local streets. โดยให้สังเกตตัวย่อท้ายถนนจะเป็น Blvd. เช่น Sunset Blvd ในเมืองซานฟรานซิสโก ทางการของเขาจัดให้มีการปลูกต้นไม้ตามแนวไปสู่ทิศตะวันตก สามารถขับรถไปตามถนนจนมองเห็นพระอาทิตย์ตกได้ ซึ่งในนคร Los Angeles จะมีบูเลอวาร์ดแบบนี้มากมาย ที่หลายๆคนรู้จักอย่างเช่น ; Santa Monica Boulevard; Wilshire Boulevard; และ Hollywood Boulevard.

ยิ่งในนครชิคาโก ยิ่งมี boulevard ที่เป็นระบบ network กว้างขวางใหญ่โต อย่าง Queens Boulevard, Woodhaven Boulevard และ Cross Bay Boulevard,

ในมอสโคเองก็มีบูเลอวาร์ดอย่างThe Boulevard Ring หรือในออสเตรเลียที่เมลเบอร์นเองก็ยังมีถึง 4 ถนนที่ใช้ว่าเป็น“the Boulevard.” และในประเทศอิสราเอล กรุงเทลอาวีฟ ถุกออกแบบถนนโดย Sir Patrick Geddes.ให้เป็นถนนสีเขียวของต้นไม้ มีสวนต้นไม้รอบเป็นวงแหวน ที่เป็นย่านธุรกิจและเป็นที่รู้จักแพร่หลายคือ, Rothschild Boulevard.

ในประเทศอังกฤษ หลังจากเกิดไฟหม้ครั้งใหญ่ ในกรุงลอนดอนจึงสร้างบูเลอวาร์ดที่ผุดทั้ง สีแยก พลาซ่าขึ้นมาใหม่ อย่าง Blackfriars Road, . Milton Keynes, Buckinghamshire



Boulevard - Dan Byrd





I don’t know why... you said goodbye
Just let me know you didn’t go...forever my love
Please tell me why...you make me cry
I beg you please on my knees...
if that's what you want me to

..Never knew that it would go so far
When you left me on that boulevard
Come again you would release my pain
And we could...be lovers again

Just one more chance..another dance
And let me feel it isn’t real...
that I’ve been losing you
This sun will rise...within your eyes
Come back to me and we will be..
happy together

Never knew that it would go so far
When you left me on that boulevard
Come again you would release my pain
And we could..be lovers...again

Maybe today...I’ll make you stay
A little while just for a smile and love together
For I will show...a place I know
In Tokyo where we could be happy forever

Never knew that it would go so far
When you left me on that boulevard
Come again you would release my pain
And we could..be lovers...again


ฉันไม่รู้ว่าทำไม คุณต้องลาจากฉันไป…
บอกฉันได้มั๊ยว่า...คุณจะไม่ทิ้งฉันไป.....

โปรดบอกให้ฉันรู้ได้ไหมว่า “ทำไม”คุณต้องทำให้ฉันร้องไห้
ฉันจะยอมคุกเข่าอ้อนวอนคุณ ถ้าคุณต้องการอย่างนั้น
ฉันยินยอมทำทุกอย่าง เพียงเพื่อให้คุณยังต้องการมีฉันอยู่

ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันถึงเวลาที่เราต้องจากกันไกล
รู้ตัวอีกก็ทีเมื่อคุณทิ้งฉันไว้ กลางถนนที่อ้างว้างในเมืองใหญ่
คุณคะ...ได้โปรด กลับมาลบความเจ็บปวดออกจากใจฉันที

เรากลับมารักกันอีกครั้ง..
ให้โอกาสฉันอีกสักครั้ง เต้นรำกับฉันอีกสักหน
และทำให้ฉันรู้สึกว่าที่คุณทิ้งฉันไปมันไม่จริง
ช่วยทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไม่เคยสูญสียคุณไปเลย

แสงตะวันแห่งรัก...
ยังคงส่องประกายอยู่ภายในดวงตาของคุณ
กลับมาหาฉันเถิดที่รัก แล้วเราจะมีความสุขด้วยกัน

บางทีวันนี้ ฉันอาจจะทำให้คุณอยู่กับฉันอีกครั้ง
แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งก็ตาม
เพียงเพื่อแค่ได้ยิ้มด้วยกัน และรักกันอีกสักครั้ง
ฉันจะทำทุกอย่างให้คุณได้ประจักษ์
ในที่ที่ฉันรู้จักเป็นอย่างดี ในกรุงโตเกียว..ไงที่รัก...
ที่ที่เราจะมีความสุขร่วมกัน ตลอดกาล





Boulevard - Dan Byrd Boulevard - Dan Byrd Boulevard - Dan Byrd

I'll Have To Say I Love You In A Song - Jim Croce

I'll Have To Say I Love You In A Song - Jim Croce


James Joseph Croce เกิดที่ south Philadelphia ในครอบครัวอิตาเลียน ซึ่งไม่ใครสนับสนุนในเรื่องการเล่นดนตรีของเขา ผลงานเพลงของ Jim Croce ชุดแรกๆ ในปี 1967 เป็นผลงานเดี่ยว ทางดนตรีกึ่งไปทาง Blues

ส่วนอัลบั้มที่ 2 ชื่อ Jim & Ingrid Croce ออกในปี 1969 ไม่ประสบความสำเร็จ จนเขาและคู่ดูโอต้องหันเหชีวิตไปเป็นพนักงานในเหมืองแร่ และขับรถบรรทุก แต่ครั้งนี้ทำให้มีโอกาสเดินทางไปในสถานที่ต่างๆและเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาใช้เป็นแนวทางในการเขียนเพลง

ในปี 1972 Jim Croce จับคู่กับ Maury Muehleisen ออก Album ชื่อ "You don’t mess around with Jim" อัลบั้มนี้นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของทั้งคู่

อัลบั้มสุดท้ายของชีวิตออกในปี 1973 ชื่อ I Got a Name เป็นชุดที่ดีเยี่ยม การแต่งเพลงและเรียบเรียงทำได้ดีมาก หลังวางจำหน่ายได้เพียง 2 สัปดาห์ Jim Croce เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ที่เมือง Natchitoches, Louisiana เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 1973 หลังเดินทางกลับจากการแสดง Concert ที่ Northwestern State University ซึ่งขณะนั้น Jim Croce มีอายุได้เพียง 30 ปีเท่านั้นผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้มี 5 คน เป็นเพื่อนๆ ที่ร่วมเล่นดนตรีกับเขานั่นเอง

I'll have to say I love you in a song เพลงฮิตของเขาติดอันดับ 9 ของชาร์ตเพลงในปี 1974 Ingrid ภรรยาของเขาเขียนเรื่องราวของสามีลงไว้ใน Thyme In A Bottle, และเล่าว่า เช้าวันหนึ่งจิมปลุกเธอตื่นขึ้นมาด้วยเพลงนี้หลังจากที่เขาเพิ่งแต่งเสร็จ. . "Every time I tried to tell you the words just came out wrong. So I'll have to say I love you, in a song."



I'll Have To Say I Love You In A Song - Jim Croce





Well, I know it's kind of late
อืมม...ฉันรู้นะว่ามัน....ค่อนข้างจะสายแล้ว

I hope I didn't wake you
ฉัน.....คงไม่ได้ปลุกเธอหรอกนะ

But what I got to say can't wait
แต่...ฉันอยากจะบอกว่า ฉันรอไม่ได้แล้วล่ะ

I know you'd understand
ฉันรู้ว่าเธอคงเข้าใจ...นะ นะ นะ

'cause every time I tried to tell you
เพราะว่า...ทุกๆครา ที่ฉันพยายามจะบอกเธอ

The words just came out wrong
ถ้อยคำต่างๆเหล่านั้น ก็สุดแสนที่จะเปิ่นเก้อ....

So I'll have to say I love you in a song
ฉันก็เลยต้องบอก...บอกรักเธอ...ผ่านเพลงรักนี้.....

Yeah, I know it's kind of strange
อืม...ก็อาจจะฟังดูแปลกๆ.........นะ

But every time I'm near you
แต่ว่าทุกครั้งคราที่ฉันเข้าใกล้เธอ

I just run out of things to say
ถ้อยคำที่เตรียมไว้ ก็สลาย...หายไปเฉยเลย..

I know you'd understand
แต่...ฉันว่าเธอต้องเข้าใจแน่ๆ

'cause every time I tried to tell you
เพราะแต่ละทุกครั้งครา ที่ฉันพยายามจะบอกเธอ

The words just came out wrong
ถ้อยคำที่กล่าวออกมาก็แสนจะเช้ยยยเชยยย

So I'll have to say I love you in a song
ฉันก็เลยต้องบอก...บอกรักเธอ...ผ่านเพลงรัก....

'cause every time the time was right
เพราะทุกครา ช่างเป็นเวลาที่แสนเหมาะเจาะ

All the words just came out wrong
ทุกถ้อยคำที่ไพเราะ กลับกลายเป็นเหมือนคำชวนทะเลาะ....

So I'll have to say I love you in a song
เฮ่อ...ฉันก็เลย...ก็เลย...ขอบอกรักเธอ..ผ่านเพลงนี้

Yeah, I know it's kind of late
ก็รู้แล้วล่ะ...ว่าสายไปแล้ว

I hope I didn't wake you
ก็แค่หวังว่าไม่ได้ทำให้เธอตื่นหรอกนะ

But there's something that I just got to say
ก็อยากจะบอกอะไรซักอย่าง.....แค่นั้นเอง....

I know you'd understand
เธอก็รู้....ใช่ไหม

'cause every time I tried to tell you
เธอก็เห็นอยู่แล้วนี่.เวลาที่ฉันพูดจาเลอะเทอะแบบนั้น....

The words just came out wrong
เวลาที่ฉันพยายามจะบอกอะไรเธอซักอย่าง........

So I'll have to say I love you in a song
ก็อยากจะบอกแค่ว่า ฉันรักเธอ....ผ่านเพลงนี้...ก็เท่านั้น





I'll Have To Say I Love You In A Song - Jim Croce I'll Have To Say I Love You In A Song - Jim Croce I'll Have To Say I Love You In A Song - Jim Croce

How can I tell her - Lobo

How can I tell her - Lobo


How Can I Tell Her ของ Lobo ได้รับความนิยมจากคนไทยมากจนสถานีวิทยุเกือบทุกสถานีที่เปิดเพลงสากล เมื่อ ปี 2516 ต่างเปิดเพลงนี้ของโลโบ้กันกระหึ่มเมือง และฮิตติดอันดับ Top 30 Hits 2 ปี ติดต่อกัน

Lobo หรือ Kent LaVoie เกิดเมื่อวันที่ 31 กรกฏาคม 1943 ที่เมือง Tallahassee รัฐ Florida ประเทศสหรัฐอเมริกา มีพี่น้อง 7 คน แม่เป็นนักร้องในวงดนตรี a big band พ่อของเขาเป็นมือกีตาร์ในวงดนตรี a big band เช่นกัน จึงทำให้เขามีความสนใจในเรื่องของดนตรีจากสายเลือดนี้เอง

เนื้อหาของเพลงเล่าถึงการที่เขาแอบไปมีหญิงอื่น จนอยากเลิกกับแฟนคนเก่า
แต่ไม่รู้จะบอกกับเธอยังไงดี เพราะเธอเองก็ดีต่อเขา รู้ใจเขาทุกอย่าง
ว่ากันว่าน้ำเสียงที่ Lobo ร้องนั้นแสดงออกถึงความรู้สึกอึดอัดใจ เป็นกังวล รวมทั้งมีเสียงถอนใจซึ่งเข้ากับบรรยากาศและอารมณ์เพลงที่กำลังขอความเห็นใจจากแฟนใหม่ว่าจะบอกเลิกคนเก่าอย่างไร........แล้วจะไปพูดได้ไงล่ะว่า ไม่ได้คิดถึงเธอเลย คิดถึงแต่แฟนใหม่ทุกวันทุกคืน.............ช่วยคิดหน่อยน่า


How can I tell her - Lobo





She knows when I am lonesome
หล่อนทราบถึงความอ้างว้างของฉัน
She cries when i am sad
หล่อนร้องไห้ในยามที่ฉันเศร้าเสียใจ
She's up in the good times
หล่อนชื่นมื่นในเวลาที่่ดี
She's down in the bad
หล่อนซบเซาในเวลาที่เลวร้าย
Whenever I am discouraged
ยามใดก็ตามที่ฉันท้อแท้
She knows what to do
หล่อนทราบแน่แท้ในสิ่งที่สมควรทำ
But girl...She doesn't know about you
แต่น้องจ๋า หล่อนไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับตัวน้อง

I can tell her my troubles
ฉันสามารถบอกหล่อนถึงความทุกยาก
She makes them all seem right
หล่อนทำให้มันทั้งหมดรู้สึกดีขึ้น
I can make up excuses
ฉันสามารถสร้างข้อแก้ตัวต่าง ๆ ได้
Not to hold her at night
ในฐานะที่มิได้โอบกอดหล่อนในยามคำคืน
We can talk about tomorrow
เราสามารถพูดคุยกันได้จนถึงวันรุ่งขึ้น
I'll her things i wanna do
ฉันจะบอกให้หล่อนทราบถึงสิ่งที่ฉันต้องการจะทำ
But girl...How can I tell her about you
แต่น้องจ๋า พี่ไ่ม่อาจบอกหล่อนเกี่ยวกับเธอ

How can I tell her about you
Girl, please tell me what to do
Everythings seems right whenever I'm with you
So girl, won't you tell, how to tell her about you

How can I tell her I don't miss her
ฉันจะบอกหล่อนอย่างไรว่าฉันมิได้คิดถึงหล่อน
Whenever I am away
ไม่ว่าเวลาใดที่ฉันอยู่ไกลห่าง
How can I say it's you I think of
ฉันจะบอกได้หรือว่า มันคือน้องที่ฉันคิดถึง
Every single night and day
ในทุกคำคืนและทุกวี่ทุกวัน
But when is it easy
แต่ ยามใดหนอที่มันง่าย
Telling someone the truth
ในยามจะบอกความจริงกับใครสักคนว่าเราสิ้นสัมพันธ์
Oh girl, help me tell her about you
ฮา น้องจ๋า, ช่วยบอกหล่อนถึงตัวน้องที

How can I tell her about you
Girl, please tell me what to do
Everything seems right whenever I'm with
So girl, won't you tell, how to tell her about you





How can I tell her - Lobo How can I tell her - Lobo How can I tell her - Lobo

Streets of London - Ralph McTell

Streets of London - Ralph McTell


Streets of London ประพันธ์โดย Ralph McTell. ศิลปินสายเลือดอังกฤษ ที่สร้างผลงานเพลงแนว Folk Song บทเพลงที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จคือ Street of London
ผลงานของเขาผลิตไว้ครั้งแรก เมื่อปี 1969 ในอัลบั้มชื่อ Spiral Staircase แต่นำมาตัดออกเป็น
ซิงเกิลในปี 1974. ครั้งนั้นประสบความสำเร็จขึ้นสู่อันดับ 2 ของอังกฤษ UK singles chart, จำหน่ายได้มากกว่าวันละ 90,000 copies จนทำให้เขาได้รับรางวัล The Ivor Novello Award. เพลงนี้รู้จักกันทั่วทั้งในยุโรป ลอนดอน และปารีส

มีนักร้องหลายคนนำมาเล่นหลายๆรูปแบบ เช่น Mary Hopkin ในปี 1970 ,Glen Campbell ในปี 1978 Sinéad O'Connor ในปี 1994. ในเวอร์ชั่นพั้งค์ของ The Sex Pistols,ในแนวคลาสสิคกีตาร์ของ John Williams และยังมี Streets of London ให้เปรียบเทียบ และรับฟังได้ของ Don McLean ,Cat Stvens และ,Sex Pistols

เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงความหลากหลายของชีวิตบนถนนในกรุงลอนดอน ที่มีให้เห็นหลายรูปแบบ ทั้งคนยากไร้ข้างถนน ในขณะเดียวกับที่ชายชราบางคนนั่งจิบชารุ่นคิดอยู่เดียวดายในคาเฟ่ยามดึกดื่น แล้วก็เดินกลับบ้านอย่างโดดเดี่ยว กับอีกซีกหนึ่งของถนนในบ้านพักคนชรามีคนบางคนที่ยังเหลือความทรงจำอันลางเลือนที่ถึงแม้จะมีเหรียญเกียรติยศประดับ แต่ฮีโร่คนนี้ก็ถูกโลกลืมไปแล้ว



Streets of London - Ralph McTell





Have you seen the old man
In the closed-down market
Kicking up the paper
with his worn out shoes
In his eyes you see no pride
And held loosely at his side
Yesterday's papers telling yesterday's news

คุณเคยเห็นชายแก่คนนั้นไหม?
ในยามที่ตลาดร้างลา
เขาเขี่ยหนังสือพิมพ์ขึ้นมา
ด้วยรองเท้าคู่เก่าซอมซ่อของเขา
ในแววตาที่ดูไม่แยแส
และถือมันเอาไว้ข้างตัว
หนังสือพิมพ์ของเมื่อวานก็แค่บอกกล่าวเรื่องราวของวันวาน

So how can you tell me you're lonely
And say for you that the sun don't shine
Let me take you by the hand
and lead you through the streets of London
I'll show you something
to make you change your mind

แล้วคุณจะบอกกับฉันอีกหรือว่าคุณนั้นเหงา?
และไร้ซึ่งความหวัง
ส่งมือคุณมาให้ฉัน
ฉันจะนำคุณไปสู่ถนนแห่งกรุงลอนดอน
และจะบอกกล่าวคุณในบางสิ่ง
เพื่อให้คุณเปลี่ยนความคิดนั้นเสีย

Have you seen the old girl
Who walks the streets of London
Dirt in her hair and her clothes in rags
She's no time for talking,
She just keeps right on walking
Carrying her home in two carrier bags.

คุณเคยเห็นสาวแก่คนนั้นไหม?
คนที่เดินอยู่บนถนนแห่งกรุงลอนดอน
ผมเพ้าเลอะเทอะด้วยฝุ่นและเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง
หล่อนไม่มีเวลาแม้แต่จะพูดคุยเลยด้วยซ้ำ
หล่อนทำได้แค่เดินจ้ำอ้าวไปเรื่อยๆ
หอบหิ้วข้าวของเต็ม 2 มือกลับบ้าน

In the all night caf?
At a quarter past eleven,
Same old man is sitting there on his own
Looking at the world
Over the rim of his tea-cup,
Each tea last an hour
Then he wanders home alone

ทุกๆ ค่ำคืนในร้านกาแฟ
เวลาห้าทุ่มสิบห้า
ชายแก่คนเดิมกำลังนั่งตรงที่ประจำของเขา
เพื่อมองดูความเป็นไปบนโลก
ผ่านขอบแก้วชาของเขา
จนเวลาล่วงเลยผ่านเป็นชั่วโมง
แล้วก็เดินกลับบ้านตามลำพัง

And have you seen the old man
Outside the seaman's mission
Memory fading with
The medal ribbons that he wears
In our winter city,
The rain cries a little pity
For one more forgotten hero
And a world that doesn't care

และคุณเคยเห็นชายแก่คนนั้นไหม?
นอกเหนือจากภารกิจทหารเรือของเขาแล้ว
ความทรงจำกับตัวเขาค่อยๆ เลือนหายไปกับเหรียญกล้าหาญที่เขาสวม
ในท่ามกลางเมืองอันหนาวเหน็บของเรา
ที่สายฝนยังโปรยปรายอยู่เนืองๆ
ประหนึ่งว่ามอบความสงสารให้กับวีรบุรุษที่ถูกลืม
และดูเหมือนโลกนี้ก็ไม่ได้แยแสเขาแม้แต่น้อย





Streets of London - Ralph McTell Streets of London - Ralph McTell Streets of London - Ralph McTell

IT NEVER RAIN IN SOUTHERN CALIFORNIA - Albert Hammond

IT NEVER RAIN IN SOUTHERN CALIFORNIA - Albert Hammond


เป็นเพลงที่เขาร้องด้วยตนเองและฮิตแบบสุดๆทั้งในอเมริกาและในบ้านเรา เพลงนี้ครั้งหลังนี้ถูกนำมาบันทึกใหม่อีกครั้งในอัลบั้ม Golden Classics วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 1996

เนื้อหาของเพลงนี้สะท้อนชีวิตจริงของเขาในช่วงแรกที่ต้องล้มลุกคลุกคลาน ตอนนั้น เขาตกต่ำสุดๆถึงขนาดต้องเดินขอเศษเงินซื้ออาหารแถวๆสถานีรถไฟในสเปน บังเอิญญาติเขาคนหนึ่งไปพบเข้าในสภาพที่เขากำลังย่ำแย่ จนถึงกับต้องขอร้องไม่ให้ญาติคนนี้ไปเล่าเรื่องของเขาให้พ่อแม่เขาฟัง

เนื้อหาของเพลง It Never Rains In California นี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องฝนโดยตรง แต่เป็นการอุปมาอุปมัย ตามที่พูดๆกันว่า จะไม่พบปัญหาอุปสรรค ข้อขัดข้องใดๆในแคลิฟอร์เนียเลยนั้น เป็นเพียงแค่คำบอกเล่า แต่ก็ได้ทำให้หลายๆคนอยากจะไปลองขุดทองที่นั่น หรือหาโอกาสเหมาะๆเพื่อเข้าสู่วงการบันเทิงเผื่อจะดังขึ้นมาได้

Albert Hammond เป็นนักร้องและนักประพันธ์เพลงชาวอังกฤษผู้ซึ่งแต่งเพลงทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน
เขาบอกว่าเพลงนี้สะท้อนชีวิตจริงของเขาที่ล้มลุกคลุกคลานในช่วงแรกที่เริ่มเข้าวงการเพลง เขาตกต่ำสุดๆถึงขนาดต้อง
ขอเศษเงินซื้ออาหารแถวๆสถานีรถไฟในสเปน บังเอิญญาติคนหนึ่งไปพบเขาในสภาพขณะนั้น เขาขอร้องไม่ให้
เล่าเรื่องนี้ให้พ่อแม่ของเขาทราบ คล้ายๆประโยคหนึ่งในวรรคสุดท้ายของเพลงว่า

Please, don't tell them how you found me.
โปรดอย่าบอกพวกเขาว่าพบผมในสภาพอย่างไร

เพลง It Never Rains In California นี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิศาสตร์เลยสักนิด ใจความหลักของเนื้อเพลงที่ว่า
ไม่เคยมีฝนตกในแคลิฟอร์เนียเลย เป็นการอุปมาว่า จะไม่พบปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องใดๆในแคลิฟอร์เนียเลย
นั่นเป็นคำบอกเล่าที่ได้ยินมา ทำให้หลายๆคนนึกอยากจะไปลองขุดทองที่นั่น รวมทั้งชายในเนื้อเพลงนี้ด้วยที่ตัดสินใจปุ๊บปั๊บ
จับรถโดยสารจากบ้านเกิดมุ่งสู่ตะวันตกไปยังแคลิฟอร์เนีย เผื่อว่า โอกาสเหมาะๆได้เข้าสู่วงการบันเทิงแล้วเกิดโด่งดังขึ้นมา
แต่เขากลับได้พบว่า ทุกอย่างไม่ได้เลอเลิศเหมือนที่ได้ยินได้ฟังมาและได้วาดฝันไว้ เขาตกงาน อดอยาก ท้อแท้
บอกกับผู้หญิงคนบ้านเดียวกันที่มาพบเขาว่าอย่าไปเล่าให้ทางบ้านของเขาฟัง โดยมีประโยคที่หนึ่งที่กล่าวแดกดันตนเองว่า

It never rains in California ……but it pours.
ฝนไม่เคยตกที่แคลิฟอร์เนียหรอก....มันแค่เทกระหน่ำลงมาเท่านั้นแหละ



IT NEVER RAIN IN SOUTHERN CALIFORNIA - Albert Hammond





Got on a board a west bound seven forty seven
Didn't think before deciding what to do
All that talk of opportunities, TV breaks and movies
Rang true, sure rang true.
Seems it never rain in Southern California
Seems I've often heard that kind of talk before
It never rains in California
But girl, don't they warn ya
It pours man it pours.
Out of work, I'm out of my head
Out of self respect I'm out of bread
I'm under loved I'm under fed
I wanna go home
It never rains in California
But girl don't they warn ya, it pours, man it pours.
Will you tell the folks back home I nearly made it
Had offers but don't know which one to take
Please don't tell them how you found me
Don't tell them how you found me give me a break
Give me a break
Seems it never rains in Southern California
Seems I've often heard that kind of talk before
It never rains in California
But girl, don't they warn ya
It pours man it pours




IT NEVER RAIN IN SOUTHERN CALIFORNIA - Albert Hammond IT NEVER RAIN IN SOUTHERN CALIFORNIA - Albert Hammond IT NEVER RAIN IN SOUTHERN CALIFORNIA - Albert Hammond

Travellin' man - Rick Nelson

Travellin' man - Rick Nelson


Ricky Nelson หรือบางคนเรียกว่า Rick Nelson เกิดวันที่ 8 พฤษภาคม 1940 เกิดที่ Teaneck, New Jersey ชื่อเดิม Eric Hilliard Nelson เรียกได้ว่าโตมากับผู้ชมเลยทีเดียว ภาพพจน์ดีแบบว่าลูกสาวพาเข้าบ้านแล้วพอใจ พ่อแม่จับมาเล่นทีวีซีรี่ The Adventures of Ozzie & Harriet เป็นอุตสาหกรรมครอบครัว เป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว Ozzie & Harriet และเขาก็ได้ภรรยา (Kristin Harmon ) จากซี่รี่ชุดนี้อีกต่างหาก แต่งงานเมื่อ เมษายน 1963 ซึ่ง Life magazine กล่าวว่าเป็นการแต่งงานแห่งปี เขาได้เล่นหนังหลายเรื่องแต่ในที่นี้จะพูดถึงงานเพลงเป็นหลักนะครับ ชีวิตในด้านงานเพลงของเขาเริ่มขึ้นในปี 1957 มีซิ้งเกิ้ลเปิดตัวเพลง I'm Walkin ของ Fats Domino ในช่วงปลายยุค 50 ต่อต้น 60 ทั้งความดังและยอดขายเป็นรองเพียงแต่ Elvis เท่านั้น โดยมีคุณพ่อเป็นกุนซือที่ปรึกษาวางแผน เช่น เอาเพลง Travellin' Man มาใส่หนังชุด The Adventures of Ozzie & Harriet เป็นประกอบเรื่องราวเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและใส่เป็นเพลงจบ ผลคือยอดขายพุ่งพรวดทะลุเป้า

Travelin' Man แต่งขึ้นโดย Jerry Fuller ... มีสวนสาธารณะใกล้ๆกับที่ทำงานของภรรยาเขาซึ่งเขาต้องไปรับเธอทุกวัน พี่แกหยิบกีตาร์มาแต่งเพลงแก้เซ็ง ระหว่างคอยภรรยาในสวน เขาคิดถึงผู้ชายคนหนึ่งที่เดินทางไปรอบโลก เพลงนี้เขียนเสร็จในเวลา 20 นาที มันถูกนำไปเสนอให้ผู้จัดการของ Sam Cooke ในตอนแรก แต่ถูกปฏิเสธ มือเบสของริค ( Joe Osborne )ที่อยู่ในห้องถัดไปในบริษัทได้ยินเข้า และแล้วเพลงนี้ได้เป็นเพลงฮิตที่สุดของ Rick Nelson และอยู่ในอันดับนาน 4 เดือน

หลังจากที่สัญญาของ Ricky หมดลงกับ Imperial Records
ในปี 1962 คุณพ่อ Ozzie Nelson ได้ทำสัญญากับ Decca Records เป็นเวลา 20 ปี ... ไม่ได้พิมพ์ผิดนะครับ 20 ปีจริงๆ คงเห็นคุณริคเป็นห่านทองคำ ... เพื่อแลกกับเงินมากกว่าล้านเหรียญในสมัยนั้น แต่ไม่เป็นดังที่คาด
แม้คุณริคจะเปลี่ยนไปร้องเพลงหลากหลายสไตล์ในช่วง 1963 - 1967 แต่ไม่ประสบความสำเร็จดังเดิม อีกทั้งสัญญาก็ได้ผูกมัดอีกเรียกได้ว่า กินไม่เข้าคายไม่ออกเลยครับ แต่ภาพลักษณ์เดิมๆของพ่อริคยังมีผลต่อเขาอีก
เมื่อเขาได้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ Madison Square Garden ใน ตุลาคม 1971 ด้วยสภาพผมยาวรุงรัง แต่งกายแบบเซอร์ ผู้ชมเกิดรับไม่ได้แสดงความไม่พอใจออกมาโดยตรง มีการโห่ร้อง ... Rick ได้สะท้อนความคิดของเขาและตัดพ้อต่อว่าไปในเพลง Garden Party ผลปรากฎว่ากลายเป็นเพลงฮิตที่ติดอันดับ 6 ในปี 1972 อีกทั้งมันเป็นเพลงฮิตสุดท้ายของเขาด้วย ตรงกันข้ามกับในช่วงก่อนปี 1965 เขามีเพลงติดอันดับในท๊อป 40 ถึง 34 เพลง และแล้วในปี 1985 Ricky ได้ขึ้นเครื่องบินเล็กกับวงดนตรีของเขาเพื่อจะไปเล่นคอนเสิร์ต New Year's Eve ที่ Dallas เครื่องบินได้ตกลงที่ De Kalb , Texas .... หยุดอายุขวัญใจวัยรุ่นตลอดกาลไว้ที่เพียง 45 ปี ในวันที่ 31 ธันวาคม 1985 มีข่าวลือว่าสาเหตุที่เครื่องบินตกเกิดจากการเสพโคเคน แต่ทางครอบครัวออกมาปฏิเสธในภายหลัง



Travellin' man - Rick Nelson





I'm a travelin' man
ผมเป็นนักเดินทาง
made a lot of stops all over the world
ทำให้ผมได้หยุดพักยังสถานที่หลายแห่งทั่วโลก
And in every port I own the heart
และในทุกเมืองท่า ผมก็ได้ครองหัวใจ
Of at least one lovely girl
ของสาวน้อยที่น่ารักอย่างน้อยก็หนึ่งคน

I've a pretty Seniorita waitin' for me
ผมมีสาวสเปนที่กำลังคอยอยู่
Down in old Mexico
ณ. ที่เมื่องแม๊กซิโกเก่าแก่
If you're ever in Alaska stop and see
ถ้าหากคุณได้ไปอลาสก้าแล้วละก็แวะพบ
My cute little Eskimo
สาวสวยแอสกิโมของผมหน่อย

Oh my sweet Fraulien down in Berlin town
โอ.. แม่หวานใจ ฟรอไรน์ ของฉันในเบอร์ลิน
Makes my heart start to yearn
ทำใ้ห้หัวใจฉันเริ่มถวิลหา
And my China doll down in old Hong Kong
และแม่ตุ๊กตาจีนของฉัีนในฮ่องกงโบราณ
Waits for my return
เฝ้าคอยการกลับไปของฉัน

Pretty Polynesian baby over the sea
แม่สาวงามโพลินิเซียที่อยู่โพ้นทะเล
I remember the night
ฉันยังจำราตรีนั้นได้
When we walked in the sands of Waikiki
ในตอนที่เราได้เดินอยู่บนชายหาด ไวกิกิ
And I held you oh so tight
แล้วฉันก็ได้กอดเธอ โอ ได้กอดเธอแนบแน่น

Oh my sweet Fraulien down in Berlin town
Makes my heart start to yearn
And my China doll down in old Hong Kong
Waits for my return

Pretty Polynesian baby over the sea
I remember the night
When we walked in the sands of Waikiki
And I held you oh so tight

Oh, I'm a travelin' man
Yes, I'm a travelin' man
Oh, I'm a travelin' man
Mmmmm....


port = เหล้าองุ่นแดงทำจากโปรตุเกส, ท่าเรือ, เมืองท่า,ช่องอากาศรูกลมข้างเรือ...Seniorita = ชื่อที่เรียกนางสาวแม๊กซิโก
cute = ฉลาด,สวย...Fraulien = ชื่อที่เรียกนางสาวชาวเยอรมัน...Polynesian = สาวที่อยู่ที่หมู่เกาะ polynesia ในมหาสมุทรแปซิฟิก
Waikiki = หาด ไวกิกิ ที่หมู่เกาะ polynesia กลางมหาสมุทรแปซิฟิก...yearn = ความอยาก,คิดถึง,ปรารถนา,หวนหา





Travellin' man - Rick Nelson Travellin' man - Rick Nelson Travellin' man - Rick Nelson

Till there was you - The Beatles

Till there was you - The Beatles


เนื้อหาของเพลงเป็นเรื่องราวของความรักที่ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไปในทางดีได้ เสียงระฆังบนเนินเขา ซึ่งฉันไม่เคยได้ยิน ฝูงนกที่โผบินในท้องฟ้า ฉันก็ไม่เคยมอง จะเป็นเสียงดนตรีที่แสนไพเราะ หรือแม้กระทั่งดอกกุหลาบที่แสนสวยก็ไม่เคยได้ฟัง ไม่เคยได้เห็น .........Till there was you.จนกระทั่งมีเธอ

"Till There Was You"ประพันธ์โดย Meredith Willson เมื่อปี 1957 จากละครเพลงของบรอดเวย์เรื่อง The Music Man, Peggy Lee นำมาร้องในปี 1961 และถูกทำเป็นหนังในปี 1962 วงThe Beatles นำมาทำลงในอัลบั้มชุด With the Beatles ออกวางจำหน่ายในอังกฤษมื่อปี 1963, ส่วนในอเมริกานั้นวางจำหน่ายในปี1994 ชื่ออัลบั้ม Meet the Beatles จนเป็นที่รู้จักกันกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก และยังทำเป็นอัลบั้มแสดงสดชื่อ Live at the BBC และ Anthology 1 ในปี 1995
.
เบื้องหลังเพลงนี้ "Till There Was You" วง The Beatles เคยนำไปออดิชั่นเป็นครั้งแรกกับ Decca Records ในกรุง London เมื่อวันที่ 1 มกราคม 1962.ในครั้งนั้นเขาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่ได้รับความสนใจจากบริษัทแผ่นเสียงนั้นเลย

วันที่ 9 กุมภาพันธ 1964 พวกเขาได้รับเชิญไปออกรายการทีวีของ The Ed Sullivan Show และเลือกเพลงมาแสดงในรายการนี้ทั้งหมด 5 เพลง โดยได้เล่นโชว์เพลงนี้เป็นเพลงที่ 2 ของรายการ นอกจากจะเคยเล่นสดในรายการวิทยุของ BBC เมื่อปี 1994 แล้ว พวกเขายังมีโอกาสแสดงหน้าพระที่นั่ง ถวายแด่ควีนอาลิซาเบธ ในงานกาลา อีฟนิ่ง Royal Variety Performance ซึ่ง McCartney ผู้ร้องเพลงนี้ได้พูดติดตลกกับผู้ชมในงานว่า เพลงที่จะเล่นต่อไปนี้เคยบันทึกมาก่อนโดย Sophie Tucker ซึ่งเธอเป็นนักร้องนักแสดงสาวสวยลูกครึ่งรัสเซียน ยูเครน ที่เกิดในสหรัฐอเมริกา และเคยเป็นศิลปินคนโปรดของชาวอเมริกัน แต่ในช่วงนั้นเธอใกล้เสียชีวิตแล้ว และเธอเองก็ไม่เคยร้องเพลงนี้เลย

ภาพยนตร์เรื่อง Till There Was You ออกฉายในปี 1990 ก่อนหน้านี้ ในปี 1957 เพลงนี้ถูกเขียนขึ้นโดย Meredith Willson ในละครเพลงของบรอดเวย์เรื่อง The Music Man, ต่อมาเมื่อปี 1959, Anita Bryant นำมาบันทึกเป็นแผ่นซิงเกิลอีกครั้ง และขึ้นถึง อันดับ 30 ของ The Billboard Hot 100 ซึ่งเพลงนี้มีศิลปินหลายๆคนนำไปร้องใหม่

สำหรับ Till there was you ที่เป็นผลงานของ The Beatles ในปี 1963 นั้น มี Paul McCartney มือเบสเป็นนักร้องนำ
John Lennon และ George Harrison เล่นกีตาร์อะคูสติคทั้งคู่ ,ส่วน Ringo Starr เล่นกลองบองโก้
The Beatles หรือสี่เต่าทอง วงดนตรีชื่อดังจากเกาะอังกฤษ ถือกำเนิดขึ้นในยุค 60's ประกอบด้วย John Lennon,Paul McCartney,George Harrison,Ringo Starr วงของพวกเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนมีผู้คนคลั่งใคล้ไปทั่วโลก ด้วยแนวเพลงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถือเป็นวงดนตรีผู้นำของเพลงแนว Pop Rock และเป็นแม่แบบให้แก่วงดนตรีหลายๆ วงในปัจจุบัน

วันที่ 26 ตุลาคม 1965 The Beatles เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ MBE (Member of the British Empire) จาก Queen ของอังกฤษ ณ ห้อง the Great Throne ในพระราชวัง Buckingham



Till there was you - The Beatles





There were bells on a hill
เบื้องบนหุบผามีกระดิ่งวางเรียงรายอยู่มากมาย
But I never heard them ringing
แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินเสียงของมันเลย
No, I never heard them at all
ไม่...ผมไม่เคยได้ยินเสียงเหล่านั้นเลย
Till there was you
จนกระทั่ง...มีเธอ
There were birds in the sky
มีฝูงนกบินอยู่...เต็มท้องฟ้า
But I never saw them winging
แต่ผมก็ไม่เคยเห็นพวกมันบินเลย
No, I never saw them at all
ไม่...ผมไม่เคยเห็นพวกมันบินเลย
Till there was you จนกระทั่ง...มีเธอ

Then there was music and wonderful roses
อีกทั้งยังมีดนตรีและสวนดอกกุหลาบที่แสนจะภิรมย์
they tell me in sweet fragrant meadows
อยู่ในทุ่งหญ้าที่อบอวนไปด้วยกลิ่นหอมหวานน่าชวนชม
of dawn and dew ...
ของน้ำค้างยามรุ่งอรุณ

There was love all around
ความรักนั้น...มีอยู่ในทุกๆที่
But I never heard it singing
แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินเสียงร่ำร้องของความรักเลย
No I never heard it at all
ไม่...ผมไม่เคยได้ยินเลย
Till there was you
จนกระทั่ง...มีเธอ

Then there was music and wonderful roses
อีกทั้งยังมีดนตรีและสวนดอกกุหลาบที่แสนจะภิรมย์
they tell me in sweet fragrant meadows
อยู่ในทุ่งหญ้าที่อบอวนไปด้วยกลิ่นหอมหวานน่าชวนชม
of dawn and dew ...
ของน้ำค้างยามรุ่งอรุณ

There was love all around
ความรักนั้น...มีอยู่ในทุกๆที่
But I never heard it singing
แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินเสียงร่ำร้องของความรักเลย
No I never heard it at all
ไม่...ผมไม่เคยได้ยินเลย
Till there was you
จนกระทั่ง...มีเธอ
Till there was you
จนกระทั่ง...มีเธอ





Till there was you - The Beatles Till there was you - The Beatles Till there was you - The Beatles

You - Jim Brickman & Tara Maclean

You - Jim Brickman & Tara Maclean


เป็นเพลงในอัลบั้ม "Love Songs & Lullabies" ของ Jim Brickman นักประพันธ์เพลงอัจฉริยะ และนักเปียนโนโรแมนติคระดับโลก อัลบั้มนี้ออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2002 นับว่าเป็นเพลงดีที่น่าฟังอีกเพลงหนึ่งของ Tara MacLean เนื้อหาของเพลงนี้กล่าวถึง You “เธอ” ที่ทำให้ฉันเปลี่ยนแปลงไปจากคนที่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขดีอยู่แล้วกับการอยู่คนเดียว ไม่เคยมีความรู้สึกเดียวดาย ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสนี้ I guess I didn't see the possibility ทั้งที่มันอาจจะรอมาตลอดแต่ไม่เคยชนะใจฉันได้ “it never cross my mind” จนกระทั่งเธอมาทำให้ฉันตาสว่างขึ้น Till you opened up my eyes

เดี๋ยวนี้สิ่งที่ฉันคิดคือ เธอเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉัน อยู่ในความฝัน อยู่ในดวงใจ ฉันรู้ว่าแท้จริงแล้วฉันเป็นของเธอ “I belong with you” เพราะเธออยู่ในโลกของฉัน อยู่ในอ้อมแขน ทำให้ฉันรู้สึกว่ามีทุกสิ่งทุกอย่าง เดี๋ยวนี้ฉันนึกไม่ออกว่าหากขาดเธอแล้วฉันจะทำอย่างไรฉันไม่นึกว่าความรักจะเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องคาดไม่ถึงที่เธอสามารถดึงดูดใจฉันได้



You - Jim Brickman & Tara Maclean



I never felt alone

I was happy on my own

And who would ever know there was something missing

I guess I didn't see the possibility

It was waiting all the time

But it never crossed my mind

Till you opened up my eyes

Now all I think about is

ฉันไม่เคยรู้สึกเหงา

ฉันมีความสุขกับตัวฉันเอง

แต่ใครจะรู้ล่ะว่า ยังมีบางอย่างที่ขาดหายไป

ฉันไม่คิดว่าจะเป็นไปได้

กับสิ่งที่ฉันรอคอยตลอดมา

และมันก็ไม่เคยผ่านเข้ามาในใจของฉันซะที

จนกระทั่งเธอเปิดดวงตาของฉัน

และตอนนี้สิ่งที่ฉันคิดทั้งหมดคือ...


CHORUS: You in my life

In my dreams

In my heart I know it's true

That I belong with you

Because of you in my world

In my arms

I have everything and now

I can't imagine what I'd do

Without you

เธอ...ในชีวิตของฉัน

ในความฝันของฉัน

ในหัวใจของฉัน.. ฉันรู้ว่าเธอใช่

คนที่คู่ควรกับฉัน

เพราะว่า.. เธออยู่ในโลกของฉัน

ในอ้อมกอดของฉัน

ตอนนี้ฉันมีทุกๆอย่างแล้ว

ฉันไม่อยากจินตนาการเลยว่า ฉันจะอยู่ได้อย่างไร

ถ้าไม่มีเธอ...


I never thought that love could be

Such a curiosity

But what attracted you to me

Was so unexpected

But it was waiting all the time

And it never crossed my mind

Until you opened up my eyes

Now all I think about is

ฉันไม่คิดเลยว่า ความรักจะเกิดขึ้นได้

เหมือนกับความอยากรู้

อะไรกันนะที่เธอดึงดูดฉัน

ไม่นึกไม่ฝันเลย

แต่ก็ยังรอมันเสมอมา

แต่มันก็ไม่เคยผ่านเข้ามาในใจของฉันซะที

จนกระทั่ง เธอเปิดดวงตาของฉัน

แล้วตอนนี้สิ่งที่ฉันคิดทั้งหมดก็คือ..

CHORUS (x2)


In my life

In my dreams

In my heart I know it's true

That I belong with you

Because of you in my world

In my arms

I have everything and now

I can't imagine what I'd do

I can't imagine what I'd do

Without you

Without you

เธอ...ในชีวิตของฉัน

ในความฝันของฉัน

ในหัวใจของฉัน.. ฉันรู้ว่าเธอใช่

คนที่คู่ควรกับฉัน

เพราะว่า เธออยู่ในโลกของฉัน

ในอ้อมกอดของฉัน

ตอนนี้ฉันมีทุกๆอย่างแล้ว

ฉันไม่อยากจินตนาการเลยว่า ฉันจะอยู่ได้อย่างไร

ฉันไม่อยากจะคิดเลยเลยว่า ฉันจะอยู่ได้อย่างไร


ถ้าไม่มีเธอ

ถ้าไม่มีเธอ





You - Jim Brickman & Tara Maclean You - Jim Brickman & Tara Maclean You - Jim Brickman & Tara Maclean

Hero - Maraih Carey

Hero - Maraih Carey


Maraih Carey เกิดในลอง ไอส์แลนด์ นิวยอร์ค สายเลือดนักร้องเต็มตัว และเริ่มร้องเพลงตั้งแต่อายุ 4 ขวบ และยังสามารถแต่งเพลงร้องได้เองแล้ว เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เพลงเธอไต่สู่อันดับ 1 ถึง 15 เพลง และ 2 รางวัล จาก Grammy Awards เป็นนักร้องหญิงที่มียอดขายดีที่สุด

แต่ข่าวคราวหลังๆนี้ ชื่อเสียงของเธอชักจะซบเซาลงไปเยอะ เป็นเพราะพฤติกรรมแปลก ๆ จากอาการสติแตกของเธอ ตัวอย่างเช่น ตอนที่เธอไปออกรายการ MTV เพื่อโปรโมทเพลง แล้วเกิดเพี้ยนลุกขึ้นมาถอดเสื้อทีเชิ้ตออกกลางห้องส่งสถานี หรือเวลาที่ออกพบปะแฟนเพลง เธอก็จะพูดจาไร้สาระจับใจความไม่ได้ จนเป็นเหตุให้เธอถูกนำตัวเข้าทำการบำบัดรักษา ฟื้นฟูสภาพจิตใจที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

ว่ากันว่าสาเหตุที่ทำให้เธอเกิดอาการแปลก ๆ แบบนี้ เป็นเพราะทางบริษัท EMI ผิดหวังกับยอดขายเพลงของเธอ จนถึงกับขอยกเลิกสัญญาโดยยินดีจะจ่ายเงินให้เธอครึ่งหนึ่ง จากค่าจ้างเดิมที่เคยเซ็นสัญญากันไว้

ก่อนหน้าที่ Mariah จะมาเซ็นสัญญากับบริษัท EMI เธอเคยอยู่ในการดูแลของบริษัทแผ่นเสียง Sony ภายใต้การดูแลของ Tommy Mottola ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงผู้ดูแลบริษัท และ Tommy
นี่เองที่มีส่วนผลักดันให้เธอดังเป็นพลุแตก แต่ก็มิใช่ว่าเขาจะช่วยเหลือเธอในด้านดนตรีเพียงเท่านั้น เขายังเกิดติดอกติดใจในตัวเธอ จนถึงขั้นฟ้องหย่าเมียเพื่อมาแต่งงานกับเธอ พิธีแต่งงานของทั้งคู่จัดได้ยิ่งใหญ่ขนาดพิธีอภิเษกสมรสระหว่าง เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า แห่งอังกฤษเลยทีเดียวแต่ชีวิตการแต่งงานของทั้งสองก็มิได้ยืนยาวไปสักเท่าไร เพราะความหึงหวงของ Tommy บวกกับตัว Mariah เองที่ชอบมีพฤติกรรมทำตัวให้เป็นที่น่าสนใจของหนุ่ม ๆ จนทำให้ Tommy จับได้ว่า Mariah แอบไปมีกิ๊กกับนักเบสบอลทีม New york - Yankee, Derek Jeter จนเกิดการหย่าร้างกัน

พอเธอทำเพลงให้ Sony ครบตามสัญญา เธอก็บินเดี่ยวโผไปซบอก EMI โดยการเซ็นสัญญา 5 ปี และได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 117 ล้านดอลล่าร์ แต่เมื่ออัลบั้ม Gilter พร้อมทั้งภาพยนตร์ชื่อเดียวกันออกมาและไม่ประสบความสำเร็จ EMI จึงผิดหวังมาก

อย่างไรก็ตาม EMI ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการยกเลิกสัญญาแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างนั้น Mariah ก็ไม่มีผลงานใหม่ ๆ ออกมาอีกเลย ทำให้ทุกวันนี้ เธอไม่ใช่นักร้องหญิงแนวหน้าของวงการเพลงอีกแล้ว ก็ได้แต่หวังว่าเธอคงจะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง เมื่อเธอสามารถเอาชนะปัญหาส่วนตัวที่รุมเร้าได้สำเร็จ



Hero - Maraih Carey





There's a hero
นั่นไง วีรบุรุษ

If you look inside your heart
ถ้าคุณมองเข้าไปในหัวใจ

You don't have to be afraid
คุณไม่จำเป็นที่จะต้องกลัว

Of what you are
กับสิ่งที่คุณเป็น

There's an answer
นั่นแหละ คือคำตอบ

If you reach into your soul
ถ้าคุณเข้าไปในจิตวิญญาณของคุณ

And the sorrow that you know
และความเศร้าใจที่คุณเคยรู้จัก

Will melt away
จะละลายไป

Chorus

And then a hero comes along
และวีรบุรุษจะมาพร้อมกับ

With the strength to carry on
พลังที่จะดำเนินต่อไป

And you cast your fears aside
และคุณจะทิ้งความกลัวของคุณออกไป

And you know you can survive
และคุณจะรู้ว่าคุณสามารถมีชีวิตดำเนินต่อไป

So when you feel like hope is gone
ดังนั้นเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกไม่มีความหวัง

Look inside you and be strong
มองเข้าไปภายในและเข้มแข็งเอาไว้

And you'll finally see the truth
แล้วคุณจะเห็นความจริง

That a hero lies in you
ว่ามีวีรบุรุษอยู่ในตัวคุณ

It's a long road
มันเป็นเส้นทางที่ยาวไกล

When you face your world alone
เมื่อคุณ โลกของของคุณ อยู่อย่างเดียวดาย

No one reaches out a hand
ไม่มีใครยื่นมือเข้ามา

For you to hold
เพื่อให้คุณจับ

You can find love
คุณจะสามารถหาความรักได้

If you search within yourself
ถ้าคุณสำรวจภายในของคุณ

And the emptiness you felt
และความรู้สึกว่างเปล่าของคุณ

Will disappear
จะหายไป

Chorus

Lord knows
ท่านลอร์ดรู้

Dreams are hard to follow
ความฝันนั้นยากที่ไปถึง

But don't let anyone
แต่ไม่ต้องสนใคร

Tear them away
ทิ้งพวกเขาออกไป

Hold on
ดำเนินมันมันต่อไปแม้ว่าจะต้องลำบากก็ตาม

There will be tomorrow
พรุ่งนี้ยังมีเสมอ

In time
ไม่ช้าก็เร็ว

You'll find the way
คุณจะหาเส้นทางของคุณเจอ




Hero - Maraih Carey Hero - Maraih Carey Hero - Maraih Carey

I Will - The Beatles

I Will - The Beatles


"I Will" ผลงานจำหน่ายโดย The Beatles. จากบทประพันธ์ของ Paul McCartney แต่ใช้เครดิตชื่อผู้แต่ง 2 คน Lennon/McCartney ซึ่งเป็นชื่อของคู่หูที่เหมือนกับทุกเพลงที่แต่งไว้จากผลงานของบีตเติ้ลส์ เพลงนี้มีจุดเด่นที่เสียงร้องนำ กีตาร์ และอูคูเลเล ที่บันทึกไว้ครั้งแรกเมื่อปี 1968

"I Will" เป็นอีก 1 ผลงานของ The Beatles ที่ถูกทำขึ้นในช่วงที่พวกเขายังหมกตัวอยู่ในเมือง Rishikesh ที่ประเทศ India. กับท่วงทำนองเพลงที่ฟังง่ายๆ และเนื้อเพลงที่แต่งไว้สมัยยังอยู่ในอินเดีย ที่พวกเขาหอบหิ้วนำมันกลับมาบันทึกเสียงที่ ลอนดอน บ้านเกิด

เบื้องหลังของเพลงนี้ Paul McCartney เขียนถึง Linda Eastman, ซึ่งต่อมาเธอก็คือภรรยาของเขานั่นเอง และนี่เป็นเพลงแรกที่เขาเขียนถึงเธอ I will อาจจะเป็นเพลงที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากผู้คนในยุคนั้นมากนักเพราะ The Beatles ยิ่งใหญ่มาก และยังผลิตเพลงออกมามากมาย จนมีผู้กล่าวว่ายังมีเพลงดีๆของเขาอีกมากที่ถูกลืมไปเหมือนเช่นเพลงนี้

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พวกเขานิยมนัดเพื่อนๆมาร่วมเล่นกันแบบ Jam Session และถูกบันทึกไว้ในหลายๆสตูดิโอ อย่างชุด Anthology 3 ที่กว่าจะเป็นที่พอใจได้ต้องใช้เวลาบันทึกนานถึง 67 takes, โดยไม่มี George Harrison มือโซโล่ของวงร่วมเล่นด้วย, และในเพลงนี้ก็เช่นกัน เสียงเบสที่ขึ้นมาในท่อนที่ 2 นั้น ถูกรวมลงในหลายๆเวอร์ชั่นที่เป็นโมโน แต่ใน Stereo Version.นั้นจะมีเสียงเบสขึ้นมาพร้อมๆกับเริ่มเพลง

ในการบันทึกเทปโทรทัศน์ชุด The Beatles Anthology, นั้นพิธีกรได้ถาม McCartney ถึงเพลงที่เขาแต่งขึ้นระหว่างที่อยู่ในอินเดีย ซึ่งเขาตอบว่า "I Will." จากนั้น Harrison ก็เริ่มเล่นเพลงนี้ทันทีด้วย Ukulele "อูคูเลเล" โดยมี McCartney ประสานให้

จนกระทั่งหลังจากนั้น 25 ปี เพลงนี้ถูกนำมาร้องใหม่และขึ้นอันดับ 1 เมือ่ปี 1995, นักร้องคนนี้อายุแค่ 18 ปี เองเขาเป็นทั้งนักร้อง นักเขียนเพลง และเล่นกีตาร์ด้วย เขาคือ Ben Taylor, บุตรชายของนักร้อง นักเขียนเพลงที่โด่งดังในอดีต Carly Simon กับ James Taylor. เพราะเขาร้องเพลงนี้จึงมีส่วนให้ในปีนั้นเขากลายเป็น นักร้องชายดีเด่นรางวัล Best Male Pop Vocal Performance, และ Best New Artist ในปี 1995

The Beatles วงสี่เต่าทอง วงดนตรีชื่อดังจากเกาะอังกฤษ ถือกำเนิดขึ้นในยุค 60's ประกอบด้วย John Lennon,Paul McCartney,George Harrison,Ringo Starr และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากผู้ฟังทั่วโลก ด้วยแนวเพลงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถือเป็นวงดนตรีผู้นำของเพลงแนว Pop Rock และเป็นแม่แบบให้แก่วงดนตรีหลายๆ วงในปัจจุบัน วันที่ 26 ตุลาคม 1965 Beatles เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ MBE (Member of the British Empire) จาก Queen ของอังกฤษ ณ ห้อง the Great Throne ในพระราชวัง Buckingham


I Will : Alison Krauss
ต้นฉบับของเพลง I will เป็นผลงานของ The Beatles ร้องโดยพอล แมคคาร์นีย์ เมื่อปี 1968 จนปี 1995 คอเพลงสากลในเมืองไทยก็ฮือฮากันอีกครั้งเมื่อมีเสียงผู้หญิงร้องเพลงนี้ในสไตล์ที่แปลกออกไปจากเวอร์ชั่นเดิม โดยครั้งนี้มีกลิ่นอายของลูกทุ่งตะวันตก สไตล์คันทรีโฟล์ค จนใครๆก็ถามหาผลงานของเธอ เนื่องจากเธอร้องได้อย่างไพเราะ จนหลายๆคนรู้จักเธอเพราะเพลงนี้ และหลายๆคนก็หลงรักเพลงนี้เพราะเธอ

นอกจากน้ำเสียงที่มีความไพเราะ นุ่มนวล และมีเสน่ห์แล้ว เธอยังมีเล่น Violin ได้ดียอดเยี่ยม ในแนวดนตรีของเธอยังมีเสียงของ อูคูเลเล สอดประสานกลมกลืนกับสไตล์คันทรี่โฟล์คได้อย่างวิเศษ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเธอไปแล้ว

Alison Kraussนักร้องเพลงคันทรี่ชาวอเมริกัน เกิดเมื่อ 23 ก.ค.1971 ที่เมือง Decatur, รัฐอิลลินอยส์ USA เธอชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ 10 ขวบก็เข้าสู่โลกดนตรีด้วยการชนะแข่งขันประกวดร้องเพลง อายุ 14 ขวบก็มีผลงานเป็นของตนเอง อายุ 16 เธอก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวเป็นครั้งแรก ผลงานอัลบั้มของเธอ 11 อัลบั้มได้รับรางวัล Grammy awards รางวัล Country Music Association Awards และรางวัล International Bluegrass Music โดยรางวัลอัลบั้มเพลงคันทรียอดเยี่ยมเธอได้จากอัลบั้ม Lonely Runs Both Ways ซึ่งงานเพลงของเธอจะมีวงดนตรีที่ชื่อ Union station ช่วยสนับสนุนเคียงคู่อยู่ และประสบความสำเร็จร่วมกันโดยแกรมมี่ ครั้งที่ 48 เมื่อปี 2005 ประเภทรางวัลการแสดงดนตรีคันทรียอดเยี่ยมเป็นของ Alison Krauss และวง Union Station



I Will - The Beatles





Who knows how long I've loved you
You know I love you still
Will I wait a lonely life time
If you want me to I will

For if I ever saw you
I didn't catch your name
But it never really mattered
I will always feel the same

Love you forever and forever
Love you with all my heart
Love you whenever we're together
Love you when we're apart

And when at last I find you
Your song will fill the air
Sing it loud so I can hear you
Make it easy to be near you
For the things you do endear you to me
How you know I will
I will

คุณรู้ไหม...... นานแค่ไหนแล้วที่ฉันรักคุณ
คุณรู้ไหม.......ฉันยังคงรักคุณอยู่
ถ้าเป็นความต้องการของคุณ อยากให้ฉันรอ
ได้เลย ตราบชั่วชีวิต ฉันก็พร้อมจะทำ

หากว่าฉันได้พบคุณอีก
แต่ฉันจำชื่อคุณไม่ได้
ไม่นะ...มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย
ฉันยังรักคุณเหมือนเดิม

รักคุณตลอดไปและตลอดไป
รักคุณจนหมดใจ
แม้เราจะอยู่ด้วยกัน
หรือไกลกันก็ตาม

ที่สุดเมื่อฉันได้เจอคุณ เสียงเพลงต้องอื้ออึงกึกก้อง
ส่งเสียงร้องดังๆให้ฉันได้ยินด้วยนะ
นั่นละ ยืนยันได้ว่าคุณรักฉัน



I Will - ALISON KRAUSS




I Will - The Beatles I Will - The Beatles I Will - The Beatles

Lullaby - Dan Seals

Lullaby - Dan Seals


Dan Seals หรือ England Dan เป็นชื่อที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูนัก แต่ถ้าเอ่ยถึงเพลง Lullaby ขึ้นมาแล้วผู้ที่ชื่นชอบเพลงในยุคปี 1980 คงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะภูสมิงเคยนำมาบันทึกขับร้องในแนวที่ใกล้เคียงกับต้นตำรับเดิม

Dan Seals เกิดที่ Macamey มลรัฐ Texas ประเทศ America เมื่อ ปี ค.ศ.1948
เขาเริ่มเล่นกีตาร์เบสกับวงในครอบครัวของเขาตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบในชื่อวง “The seals family band” หลังจากที่พ่อและแม่หย่าร้างกัน Dan ก็ติดตามแม่ของเขาไปอยู่ที่เมือง Dallas ในปี 1958 และยังคงเล่น Guitar กับวง The garage band ออกตระเวนเล่นดนตรีตามที่ต่างๆจนกระทั่งได้มาเล่นอยู่กับ“The Shimmerers จึงได้พบกับJohn Ford Coley และได้ทำ Demo ร่วมกันเป็นครั้งแรกกับวงนี้ในปี 1965

ปี 1967 Dan และ John ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับ Single แรกของพวกเขา
ที่มีชื่อว่า“The smell of incense”แต่ในปี 1969 Dan และJohn ก็แยกทางกันไป
และกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในปี 1970 และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งโดยได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำ Single ยอดเยี่ยม จากเพลง “I’d really love to see you
tonight” และ “Nights are forever without you” ในช่วงปลายปี 1970
นอกจากนั้นแล้วพี่ชายของ Dan คือ Jim Seals ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตด้านดนตรี
เช่นกันโดยออกAlbum กับเพื่อนของเขาคนหนึ่งใช้ชื่อวงว่า Seals มีเพลงที่คุ้นหูในบ้านเรา คือเพลง“Summer Breeze” ที่โด่งดังสุดๆ

หลังจากที่ประสบความสำเร็จ และเป็นที่นิยมโดยการร้องร่วมกันระหว่าง Dan Seals กับ John Ford Coley แล้ว Dan ก็ผันตัวเองไปเป็นนักร้องเดี่ยวในแนว Country folk
ที่เขารักในปี 1980 และเซ็นสัญญากับบริษัท “Atlantic” โดยใช้ชื่อว่า “England Dan
จากนั้นก็เป็นศิลปินเดี่ยวออกอัลบั้มแรกในชีวิตชื่อ “Stones”

ในปี 1981"และประสบปัญหาอีกครั้งเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เขาต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดแต่เขาก็ยังคงผลิตอัลบั้มใหม่อีก 2 ชุดคือ Harbinger” และ “Stiffed” และเป็นเพราะเสียงร้องอันนุ่มลึกในแนว Country ของเขาผู้ฟังจึงขนานนามเขาว่า “The signature of soft sound”

จากนั้น ก็เปลี่ยนไปเซ็นสัญญากับบริษัทใหม่ และประสบความสำเร็จขึ้นถึง Top ten on country chart ในปี 1984 หลาย single ในปี 1985

ต่อมา Dan ได้มีโอกาสร่วมงาน Duet กับ“Marie Osmond” ในเพลง Meet me in Montana และประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตนักร้องในช่วงปี 1986-1990 จากเพลง “Everything that glitters (Is not gold)”และ Lullaby และได้มีโอกาสมาแสดง
ในเมืองไทยที่หอประชุมจุฬา เมื่อปี 1995

สำหรับเพลงในแนว Lullaby ที่มักใช้ในการกล่อมนอนของเด็กๆนั้น ถ้าเป็นของคนไทยสมัยโบราณจะนิยมการไกวเปลและคนไกวก็จะร้องเพลงกล่อมนอนไปด้วย โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับนกกาเป็นส่วนใหญ่ บทเพลงกล่อมเด็กของไทยจึงมักเป็นบทเพลงที่แสดงอารมณ์ห่วงหา อาทร ผูกพัน และกล่าวถึงความรักที่แม่มีต่อลูกอย่างซาบซึ้ง ตัวอย่างเช่น กาเหว่าเอย ไข่ให้แม่กาฟัก แม่กาหลงรัก คิดว่าลูกในอุทร. คาบข้าวมาเผื่อ คาบเหยื่อมาป้อน ปีกหางเจ้ายังอ่อน สอนร่อนสอนบิน........

แต่ในเพลงนี้ก็ซาบซึ้งไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นการกล่อมนอนของคู่รักที่ออดอ้อนขอคำสัญญาว่าเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจะต้องเห็นเธออยู่เคียงข้าง Please, promise me,That when I wake up from my dreams, you’ll be there by my side.
แม้ในประโยคสุดท้ายของเพลงก็ยังขอดื้อไว้ก่อนว่า ยังไม่อยากนอนจนกว่าจะรู้ว่าเธอจะต้องอยู่ที่เคียงข้างฉันในรุ่งเช้า I won’t rest until,I know that you will be here, in the morning,by my side.



Lullaby - Dan Seals




Sleep, lay me down,
Hold me closely in your arms and I will close my eyes.
Please, promise me,
That when I wake up from my dreams, you’ll be there by my side.

Love, if you say you won’t slip away,
Then I can go dreaming of forever more,
But I won’t rest until,
I know that you will be here, in the morning, by my side.

Instrumental break.

Here in my reach,
I can see the one that I have waited for so long.
And deep in my heart,
I hope the arms that hold me now will hold me from now on.

Love, if you say you won’t slip away,
Then I can go dreaming of forever more,
But I won’t rest until,
I know that you will be here, in the morning, by my side.
In the morning, by my side.




Lullaby - Dan Seals Lullaby - Dan Seals Lullaby - Dan Seals

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

Silent Night

Silent Night



"Silent Night" (Stille Nacht) เป็นเพลงที่ถูกนำไปร้องสำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสตมาสมากที่สุดอีกเพลงหนึ่ง ต้นกำเนิดดั้งเดิมของ Stille Nacht ประพันธ์เนื้อร้องโดยบาทหลวงชาวเยอรมัน Josef Mohr และประพันธ์ทำนองโดย มือออร์แกนประจำโบสถ์ชาวออสเตรียน Franz Xaver Gruber. ซึ่งมาถึงปัจจุบันนี้มีความแตกต่างไปบ้าง และต้นฉบับเดิมที่เป็นลายมือของมอร์เคยหายไปและได้คืนกลับมาในปี 1995 ไม่เพียงจะมีเนื้อเป็นภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมันเท่านั้น หากแต่เพลงนี้ยังถูกแปลไปเป็นภาษาต่างๆทั่วโลกมากกว่า 300 ภาษา

Silent Night ถูกบันทึกว่านำไปร้องครั้งแรกในโบสถ์ Nicola-Kirche (Church of St. Nicholas) เมือง Oberndorf, กลางเทือกเขาแอลป์ ประเทศออสเตรีย เมื่อวันคริสตมาส ที่ 24 ธันวาคม ปี 1818. โดยมีตำนานเล่าความเป็นมาดังนี้

Josef Mohr ได้รับแจ้งจาก Franz Gruber มือออร์แกนประจำโบสถ์ว่า ไปฟ์ออร์แกนที่ใช้เล่นประจำในโบสถ์เสีย และไม่สามารถเล่นได้ในคืนนี้ มอร์รู้สึกเสียใจที่จะไม่มีออร์แกนบรรเลงตามประเพณีในพิธีอันสำคัญของค่ำคืนนั้น เขาปลดปล่อยความรู้สึกคับข้องใจเรื่องออร์แกน สลัดมันทิ้ง แล้วกระชับเสื้อกันหนาวออกไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านโดยหวังว่ากรูเบอร์คงจะหาคนมาซ่อมให้ได้ทันคืนนี้

สองสามชั่วโมงหลังจากการตระเวณไปตามที่ต่างๆ เมื่อเขากลับมาถึงบ้านก็นั่งลงเขียนบทกลอนบรรยายถึงความอัศจรรย์และความยิ่งใหญ่ของคริสตมาส ครู่ใหญ่ กรูเบอร์ก็เข้ามาในห้องพร้อมกับข่าวความสิ้นหวังในการซ่อมออร์แกน มอร์ส่งกระดาษที่เขียนบทกลอนพร้อมกับกีต้าร์ให้ "ถ้าเราใช้ออร์แกนไม่ได้ อย่างน้อยเราก็มีเพลงใหม่ ลองดูสิ" กรูเบอร์ปฏิเสธแต่มอร์ก็คะยั้นคะยอให้ทดลองเล่น กรูเบอร์ดีดคอร์ดที่ง่ายและธรรมดา แต่แล้วทำนองวอลท์ซง่ายๆ นี้กลับเข้ากันกับบทกวีอย่างประหลาด และสามารถบรรยายความรู้สึกออกมาได้อย่างล้ำลึก และแล้วเพลง "Silent Night! Holy Night!" ก็ถูกร้องขึ้นเป็นครั้งแรกในค่ำคืนนั้น

ซึ่งบางตำนานเชื่อว่ามอร์เองอยากได้เพลงใหม่ๆสำหรับการสรรเสริญและเฉลิมฉลองคริสตมาสโดยการเล่นด้วยกีตาร์ แต่เพลงนี้ไม่ได้จบอยู่ที่เมืองเล็กๆ กลางเทือกเขาแอลป์ เพราะเมื่อคาล มูราเซอร์ซ่อมออร์แกนให้ตอนต้นปี 1819 มอร์ก็ขอให้กรูเบอร์เล่นเพลงนี้อีกครั้งด้วยออร์แกน เพื่อให้มูราเซอร์ฟัง เขาตกหลุมรักเพลงนี้ทันทีและขอโน๊ตเพลงนี้ติดตัวจากไปด้วย

ผ่านไปสิบปี... คาล มูราเซอร์ได้มีโอกาสนำเพลงนี้ให้ลูกๆ ทั้งสี่คนของตระกูลสแตรสเซอร์ที่เขาคุ้นเคยทดลองร้องพวกเขามีพรสวรรค์ในด้านการร้องเพลงเป็นอย่างมาก คณะนักร้องสแตรสเซอร์ได้ขับร้องเพลงนี้ตามสถานที่ต่างๆ จนมาวันหนึ่ง โพแลนซ์ ผู้อำนวยการดนตรีชื่อดังได้ยินเข้าเมื่อเขาไปเดินในงานขายสินค้าที่เลฟซิก เขารู้สึกว่า "เสียงของเด็กสี่คนนี้ไพเราะจับใจเหมือนนกไนติงเกล" จึงเชิญพวกเขาไปร้องเพลงถวายกษัตริย์และพระราชินี ณ โบสถ์ในพระราชวังแซกซอน ที่ปราสาทเพลลิสเซนบวร์กในงานฉลองคริสตมาส คืนวันที่ 24 ธันวาคม 1832 หลังจากนั้นไม่นานเพลงนี้ก็ดังก้องโลก และเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นเพลงที่มีความไพเราะที่สุดในบรรดาเพลงคริสตมาส ยิ่งไปกว่านั้นเพลงนี้ได้รับการยกย่องสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ "Stille-Nacht-edächtniskapelle" (Silent Night Memorial Chapel), ตั้งแต่ต้นปี 1900 ต่อมามีการบูรณะอย่างใหญ่โตโดยย้ายที่ตั้งใหม่และให้ชื่อว่า Silent Night Museum and Memorial Chapel in OberndorfThe Nicola-Kirche



Silent Night



Silent night, holy night!
รัตติกาลอันเงียบงัน ราตรีอันแสนศักดิ์สิทธิ์
All is calm, all is bright.
ทุกสิ่งสงบนิ่ง ทุกสิ่งสว่างไสว
Round yon Virgin, Mother and Child.
มารดาและบุตรผู้บริสุทธิ์ อยู่รอบกายคุณ
Holy infant so tender and mild,
ทารกศักดิ์สิทธิ์ผู้แสนบอบบางและนุ่มนวล
Sleep in heavenly peace,
หลับไหลอยู่ในสรวงสวรรค์อันสงบสุข
Sleep in heavenly peace.
หลับไหลอยู่ในสรวงสวรรค์อันสงบสุข
Silent night, holy night!
รัตติกาลอันเงียบงัน ราตรีอันแสนศักดิ์สิทธิ์

Shepherds quake at the sight.
มองเห็นพระเยซูอยู่ไหว ๆ
Glories stream from heaven afar
ความรุ่งโรจน์สาดแสงลงมาจากสรวงสวรรค์อันไกลโพ้น
Heavenly hosts sing Alleluia,
ผู้ดูแลสวรรค์ที่เบื้องบนขับขานบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า
Christ the Savior is born!
พระเยซูได้ประสูติขึ้นแล้ว
Christ the Savior is born.
พระเยซูได้ประสูติขึ้นแล้ว

Silent night, holy night!
รัตติกาลอันเงียบงัน ราตรีอันแสนศักดิ์สิทธิ์
All is calm, all is bright.
ทุกสิ่งสงบนิ่ง ทุกสิ่งสว่างไสว
Round yon Virgin, Mother and Child.
มารดาและบุตรผู้บริสุทธิ์ อยู่รอบกายคุณ
Holy infant so tender and mild,
ทารกศักดิ์สิทธิ์ผู้แสนบอบบางและนุ่มนวล
Sleep in heavenly peace,
หลับไหลอยู่ในสรวงสวรรค์อันสงบสุข
Sleep in heavenly peace.
หลับไหลอยู่ในสรวงสวรรค์อันสงบสุข




Silent Night Silent Night Silent Night

Papa - Paul Anka

Papa - Paul Anka



พอล แองก้า เชื้อสายซีเรีย เกิดในประเทศแคนาดา เริ่มร้องเพลงกับวงประสานเสียงในโบสถ์ออร์โทด็อกซ์ ในเมืองออตตาวา ตอนอายุ 10 ปี ช่วงเรียนไฮสกูลที่เมืองนี้ เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกวงทรีโอชื่อ 'บ็อบบี้ แซ็กเซอร์ส'
พอลร้องเพลงฮิตไว้มากมาย ที่รู้จักกันในหมู่แฟนเพลงบ้านเรา เช่น I Don’t Like Sleep Alone; Crazy Boy; Put Your Hand On My Shoulder; You Are My Destiny; Puppy Love…

นอกจากร้องเพลงเก่งแล้วพอลยังแต่งเพลงเก่งอีกด้วย พอล แองก้า เริ่มโด่งดังในวงการดนตรี 'ป๊อป' เพลงแรก Diana เพลงที่เขาแต่งและร้องเองใน ปี 1957 ช่วงนั้นต้องถือว่าสร้างความประหลาดใจให้แก่คนในวงการดนตรีที่เด็กหนุ่มอายุแค่ 17 สามารถเข้ามาแย่งส่วนแบ่งในตลาดดนตรีป๊อปและร็อคที่เอลวิสครองความยิ่งใหญ่ไว้เบ็ดเสร็จ โดยที่เกือบทุกเพลงของเอลวิสติดชาร์ทหมดอาทิ เพลง Jail House Rock; Treat Me Nice; Love Me Tender; Loving You; Lawdy Miss Clawdy; Teddy Bear
สำหรับเพลงนี้เขาแต่งไว้เมื่อปี 1970




Papa - Paul Anka


Everyday my papa would work
To help to make ends meet
To see that we would eat
Keep those shoes upon my feet
Every night my papa would take me
And tuck me in my bed
Kiss me on my head
After all my prayers were said

ทุกๆวัน พ่อฉันจะทำงาน
เพื่อช่วยหาเลี้ยงชีพ
เพื่อดูแลให้เห็นว่าเรามีกิน (กินอิ่ม)
คอยใส่รองเท้าให้ฉัน
ทุกคืนพ่อจะพาฉันเข้านอนและห่มผ้าให้
จูบฉันที่ศีรษะ
หลังจากสวดมนต์จบ

Growing up with them was easy
The time had flew on by
The years began to fly
He aged and so did I
And I could tell
That mama she wasn't well
Papa knew and deep down so did she
So did she
When she died
Papa broke down and he cried
All he said say was "God, why not take me!"

เติบโตมากับท่าน นั้นช่างง่ายดาย
กาลเวลาโบยบินผ่านไป
ปีๆหนึ่งได้เริ่มทะยานผ่านไป
พ่อก็สูงวัย ฉันก็เช่นกัน
และฉันบอกว่าแม่ไม่สบาย
พ่อทราบดีและในส่วนลึกแม่ก็ทราบดี
พอแม่เสีย
พ่อเสียใจร่ำไห้
สิ่งเดียวที่พ่อได้พูดออกมาคือ พระเจ้า ทำไมไม่เอาฉันไป

Every night he sat there sleeping in his rocking chair
He never went upstais
Because she wasn't there

ทุกๆคืนพ่อนั่งอยู่ตรงนั้น นอนอยู่ในเก้าอี้โยก
พ่อไม่เคยขึ้นไปบนบ้านเลย
เพราะแม่ไม่อยู่ที่นั้นแล้ว

Then one day my Papa said,
"Son, I love the way you've grown"
Make it on your own.
Don't worry. I'm O.K. alone."

แล้ววันหนึ่งพ่อก็พูดว่า
ลูกเอ๋ย พ่อรักที่ลูกโตมาได้อย่างนี้
จงใช้ชีวิตด้วยตัวลูกเอง
ไม่ต้องห่วง พ่ออยู่คนเดียวได้

Every time I kess my children
Papa's words ring true
Your children live through you.
They'll grow and need you too
I remember every word Papa used to say
I remember every word my papa used to say
I live up every day
He taugth me well that way

ทุกๆที่ฉันจูบลูกๆของฉันเอง
คำพูดต่างๆของพ่อแว่วมา ดังเป็นจริง
ลูกๆของเธอ อยู่ได้โดยเธอ
พวกเขาจะเติบโตและต้องการเธอด้วยเช่นกัน
ฉันจำทุกคำของพ่อได้
ฉันทำตามทุกๆวัน
ท่้านได้สอนฉันมาเป็นอย่างดีในแบบนั้น




Papa - Paul Anka Papa - Paul Anka Papa - Paul Anka

Guantanamera - The Sandpipers

Guantanamera - The Sandpipers



The Sandpipers วงโฟล์คร้อคจาก Californian รวมตัวกันในแบบกลุ่มนักร้องควอทเท็ต 4 คน โดยก่อนหน้านี้เขามีกันแค่ 3 หนุ่มเป็นกลุ่มนักร้องแบบทริโอคือ Jim Brady (born 24 August 1944), Mike Piano (born 26 October 1944) และ Richard Shoff (born 30 April 1944)

ครั้งแรกใช้ชื่อวงว่า The Grads ต่อมาจึงได้ Pamela Ramcier.นักร้องสาวมาเสริมวงอีกคน กลายเป็นวงแบบควอทเท็ต มีนักร้องชาย 3 คน หญิง 1 คน ออกผลงานในแนวเพลงแบบ Easy Listening Pop Hits คือเป็นเพลงป้อป ฟังสบายๆง่ายๆ ยุค 60's The Sandpipers เล่นในแนวของวงดังในอดีตที่เป็นขวัญใจของพวกเขา 'The Four Seasons'

สำหรับเพลงสุดฮิตติด TOP 10 ในปี 1966 เป็นผลงานที่คนทั้งโลกรู้จักในยุคนั้น คือเพลงพื้นบ้านของคิวบา A South American Folk Song ที่ชื่อ Guantanamera พวกเขาประสบความสำเร็จอยู่ 5 ปี จนเมื่อปี 1975 ก็ยุบวงและแยกย้ายกันไป

Jose Fernandez Diaz (Joseíto) ผู้ประพันธ์เพลงนี้ในปี 1929 ส่งขึ้นออกอากาศทางรายการวิทยุจนฮิตไปทั่วเมืองแถบตะวันออกเฉียงใต้ของคิวบา และได้มีการสอดใส่เนื้อร้องประสานเพิ่มเข้าไปในภายหลังโดยนักเปียนโนชื่อดัง Herminio "El Diablo" García Wilson,

เบื้องหลังเพลงนี้ José Martí กวีชาวคิวบาที่ต่อสู้เพื่ออิสระภาพมาตั้งแต่วัยรุ่น จนต้องไปลี้ภัยอยู่ในนิวยอร์คและถูกฆ่าตายจากการปะทะกับกองกำลังของเสปนหลังจากกลับไปคิวบา José Fernández Díaz ได้แต่งเพลงนี้เพื่อมอบแด่ José Martí ยอดกวีที่เป็นฮีโร่ของชาวคิวบา

Guantanamera ("The girl from Guantánamo") เป็นเรื่องราวของเด็กสาวจาก Guantánamo; ที่ Camp Delta, โดยที่ชื่อเพลงนั้นมาจากคำว่า Guantánamo ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่ง สุดเกาะทางทิศตะวันออกของประเทศคิวบาเนื้อเพลงนี้ Fernández, สื่อถึงเพือนสาวชาว Guantánamo ที่เขากำลังกระหนุงกระหนิงอยู่กับเธอ และถ้าเธอไม่เชื่อเนื้อหาในบทเพลงนี้ก็แสดงว่าเธอไม่ได้สนใจเขาอย่างจริงจัง แต่ถ้าใช่เธอต้องซื้อ,แซนวิซสเต็ค ส่งไปให้ที่ทำงานของเขา

เบื้องหลังเรื่องราวการใช้เนื้อร้องประสานของคอรัสในประโยคที่ว่า ("Guantanamera … / Guajira Guantanamera …") ตอนนั้น García ยืนอยู่ที่มุมถนนกับกลุ่มเพื่อนๆและร้องด้วยความสุภาพให้กับกลุ่มสาวๆที่เดินผ่าน หนึ่งในนั้นหันมากร้าวใส่เขา แต่เขาก็ไม่ได้โต้ตอบเธอ แต่เพื่อนๆกลับขำเขา จากวันนั้นมา เมือเขานั่งเล่นเปียนโนกับกลุ่มเพื่อนๆเลยได้คำร้องเหล่านี้มา

ในปี 1995 มีหนังเรื่อง Guantanamera สร้างขึ้นมาตามชื่อเพลงหลังจาก "girl from Guantánamo" ของ The Cuban cigar brand, ผลิตออกมาสู่ตลาดเพลงแล้ว และถือเป็นเพลงแรกของคิวบานที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ



Guantanamera - The Sandpipers





Guantanamera, Guajira Guantanamera
Guantanamera, Guajira Guantanamera

Yo soy un hombre sincero
De donde crecen las palmas.
Yo soy un hombre sincero
De donde crecen las palmas.
Y antes de morir me quiero
echar mis versos del alma.

Guantanamera, guajira guantanamera,
Guantanamera, guajira guantanamera.

Mi verso es de un verde claro
Y de un carmín encendido.
Mi verso es de un verde claro
Y de un carmín encendido.
Mi verso es un ciervo herido
Que busca en el monte amparo.

The words mean "I am a truthful man from the land of the palm trees.
And before dying, I want to share these poems of my soul.
My poems are soft green. My poems are also flaming crimson.
My poems are like a wounded fawn seeking refuge in the forest.

The last verse says:'Con los pobres de la tierra'
With the poor people of this earth I want to share my fate.
The streams of the mountains please me more than the sea."

(background)
Por los pobres de la tierra
Quiero yo mi suerte echar
Por los pobres de la tierra
Quiero yo mi suerte echar
Y el arroyo de la sierra
Me complace más que el mar

Guantanamera, guajira guantanamera,
Guantanamera, guajira guantanamera.

Guantanamera, guajira guantanamera,
Guantanamera, guajira guantanamera.





Guantanamera - The Sandpipers Guantanamera - The Sandpipers Guantanamera - The Sandpipers

Three Coins in the Fountain - The Four Aces

Three Coins in the Fountain - The Four Aces



"Three Coins in the Fountain" เพลงดังในอดีตที่ได้รางวัล Academy Award for Best Original Song ในปี 1954.

เพลงนี้ประพันธ์ดนตรีโดย Jule Styne,และประพันธ์เนื้อร้องโดย Sammy Cahn. ซึ่งเขาทำขึ้นมาสำหรับประกอบหนังเรื่อง Three Coins in the Fountain

ชื่อของหนัง"Three Coins in the Fountain" สร้างตามชื่อเพลงที่ฮิตสุดๆในยุคนั้น เพลงนี้ได้รางวัลออสการ์ประเภทเพลงประกอบหนังยอดเยี่ยมในปี 1954

ที่มาของ 3 เหรียญในน้ำพุนั้นเป็นเรื่องราวของ 3 สาวชาวอเมริกันที่ไปเป็นลูกจ้างของสถานทูตสหรัฐในกรุงโรมและไปทำการเสี่ยงดวง โดยผู้จะทำการเสี่ยงต้องโยนลงในบ่อน้ำพุ Trevi Fountain ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ว่ากันว่าใครโยนลงจะสมหวัง แม้แต่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวทุกคนถ้ามีโอกาสไปถึงกรุงโรมมักจะต้องแวะมาเสี่ยงทายที่น้ำพุเทรวี ตามความเชื่อที่ว่า ถ้าใครมาถึงที่นี่และอยากจะกลับมาอีก ให้หันหลังโยนเหรียญให้ลงไปในน้ำพุ

เสียงเพลงในหนังนั้นเป็นผลงานของวงดนตรี The Four Aces, ขึ้นถึงอันดับ 1 ชาร์ทเพลงในปี 1954. และ Frank Sinatra นำมาร้องในปี 1964 ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ทเพลงประเทศอังกฤษ ถึง 3 สัปดาห์ จากนั้นมามีนักร้องดังๆหลายคนนำมาร้องอย่างต่อเนื่อง



Three Coins in the Fountain - The Four Aces





Three coins in the fountain,
Each one seeking happiness.
Thrown by three hopeful lovers,
Which one will the fountain bless?

Three hearts in the fountain,
Each heart longing for its home.
There they lie in the fountain
Somewhere in the heart of Rome.

Which one will the fountain bless?
Which one will the fountain bless?

Three coins in the fountain,
Through the ripples how they shine.
Just one wish will be granted,
One heart will wear a valentine.

Make it mine!
Make it mine!
Make it mine!

[Musical interlude]

Three coins in the fountain,
Through the ripples how they shine.
And just one wish will be granted,
One heart will wear a valentine.

Make it mine!
Make it mine!
Make it mine!





Three Coins in the Fountain - The Four Aces Three Coins in the Fountain - The Four Aces Three Coins in the Fountain - The Four Aces

The Day You Went Away - M 2 M

The Day You Went Away - M 2 M



"สงสัยจังว่าจะเป็นไปได้มั้ย เมื่อตอนที่ฉันฝันถึงคุณ คุณก็กำลังฝันถึงฉันอยู่เช่นกัน จะว่าฉันคลั่งหรือตาบอดก็ยอม การที่ยังคงเจ็บปวดอยู่อย่างนี้มันดูโง่จัง ฉันยังคงร้องไห้ตั้งแต่วันนั้น วันที่คุณจากไป ยังจำวันและเวลานั้นได้ดี วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน เวลา 9.25 น. ที่หน้าประตูกับคู่กรณีของคุณ อยากบอกกับคุณว่าฉันคิดถึงคุณมาก ฉันยังคงร้องไห้ตั้งแต่วันนั้น.... The day you went away วันที่คุณจากไป"

เพลงเศร้าๆของ M2M นักร้องคู่แนวเพลงป๊อปจากนอร์เวย์ Marion Ravn และ Marit Elizabeth Larsen เป็นผลงานเมื่อปี 2000 The day you went away อัลบั้ม Shades Of Purple

แมริต อลิซาเบธ ลาร์เซน เกิดวันที่ 1 ก.ค. 2526 ส่วนแมเรียน อลิซ ราเวน เกิด 25 พ.ค. 2527 ที่เมืองลอเรนสก็อก ไม่ไกลจากกรุงออสโล

ก่อนจะมาเป็น M2M พวกเธอยังเคยร้องเพลงตอนเด็กร่วมกัน โดยมีชื่อวงว่า "Hubba Bubba" พวกเธอรู้จักกันตั้งแต่ก่อนพวกเธออายุ 5 ขวบก่อนจะรวมเป็นวงเมื่อกลางปี ค.ศ. 1990 เพลงเปิดตัวของพวกเธอได้แก่ "Don't Say You Love Me"
ในปี 1994 ออกอัลบั้มเพลงเด็ก คว้ารางวัลอัลบั้มเพลงเยาวชนยอดเยี่ยมแห่งปี จากรางวัลแกรมมี่ของนอร์เวย์ จากนั้นก็โด่งดังในหมู่ชาวไวกิ้ง ได้ออกรายการทีวีตลอด

ต่อมาอีก 2 ปี สองสาวเริ่มใช้น้ำเสียงที่ดูโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น หันไปเรียนเปียโน กีตาร์ และแต่งเพลงเองเป็นภาษาอังกฤษเพื่อขยายตลาดผู้ฟัง เพลงแรกที่เขียนด้วยกันคือ Girl in Your Dreams
ในปีค.ศ. 1999 ซึ่งเพลงนี้ได้ประกอบภาพยนตร์ โปเกมอน: ฉบับภาพยนตร์ - การโต้กลับของมิวทู ซึ่งยังใช้เป็นเพลงเปิดตัวของอัลบัมแรกของพวกเธอด้วย อัลบัมที่ 2 ได้แก่ Shades of Purple ทั้งคู่เซ็นสัญญากับค่ายเพลงแอตแลนติกเร็กคอร์ด ได้ชื่อวง "เอ็มทูเอ็ม" มาจากการประกวดในเว็บไซต์ alloy.com

เปิดตัวเมื่อปี ค.ศ. 2000 ในอัลบัมนี้มีเพลงที่เป็นที่นิยม เช่น "Mirror Mirror", "The Day You Went Away", "Pretty Boy" และ "Everything You Do"

อัลบั้มแรกของพวกเธอได้ขึ้นเป็นอันดับ 1 ใน นอร์เวย์ และ หลายๆ ประเทศในเอเชีย และยังติดอันดับ 1 ใน 40 อันดับในหลายๆ ประเทศ. และยังขึ้นติดอันดับที่ 1 ของรายการจัดอันดับ "Billboard Heatseakers" ของศิลปิน อัลบัมนี้สร้างยอดขายทั่วโลกกว่า 2 ล้านตลับ
ปีค.ศ. 2002, พวกเธอกลับมาพร้อมเสียงที่มีเอกลักษณ์มากขึ้น, และลดเสียงดลตรีป๊อปลง, ในอัลบัมที่ 2 ของพวกเธอ, The Big Room. ในระยะเวลาเพียง 2 ปี, เสียงของพวกเธอพัฒนาไปมากโดยเฉพาะเสียงของ Marion. เพลงแรกของอัลบัมคือเพลง "Everything," แล้วตามมาด้วย,"What You Do About Me"



The Day You Went Away - M 2 M





Verse 1
Well I wonder could it be
When I was dreaming ’bout you baby
You were dreaming of me
Call me crazy, call me blind
To still be suffering is stupid after all of this time

Pre-chorus 1
Did I lose my love to someone better
And does she love you like I do
I do, you know I really really do

Chorus
Well hey
So much I need to say
Been lonely since the day
The day you went away
So sad but true
For me there’s only you
Been crying since the day
The day you went away

Verse 2
I remember date and time
September twenty second
Sunday twenty five after nine
In the doorway with your case
No longer shouting at each other
There were tears on our faces

Pre-chorus 2
And we were letting go of something special
Something we’ll never have again
I know, I guess I really really know

Chorus
The day you went away
The day you went away

Pre-chorus 1
Chorus

Bridge
Why do we never know what we’ve got ’til it’s gone
How could I carry on
The day you went away
Cause I’ve been missing you so much I have to say
Been crying since the day
The day you went away

The day you went away
The day you went away




The Day You Went Away - M 2 M The Day You Went Away - M 2 M The Day You Went Away - M 2 M