Bangkok, Thailand

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

The Seasons of Love - Ed Ames

The Seasons of Love - Ed Ames

เอ็ดเอมส์ เกิดเมื่อ 9 กรกฎาคม 1927 เป็น ชาวอเมริกัน เป็นนักร้อง และนักแสดง เพลงที่รู้จักและนิยมของทศวรรษที่ 1960 เช่น My Cup Runneth Over



The Seasons of Love - Ed Ames



The Seasons of Love
ฤดูกาลแห่งรัก

Ed Ames

* No matter what the season
We two can be together
I offer you a true love
From now until forever

ไม่ว่ากาลจะผ่านสู่ฤดูใด
สองเราไซร้ได้เคียงคู่อยู่คงมั่น
ฉันมอบเธอรักแท้เสมอทุกคืนวัน
ชั่วนิรันดร์จากวันนี้มิมีเลือน

When the march winds blowing warm
Cause the rivers to flow
When the grass turns very green
When birds return once more to sing
When all the world is filled with spring
Then I will bring to you a true springtime love

เมื่อลมร้อนแห่งมีนาพาอบอุ่น
แม่น้ำขุ่นหรือเย็นใสจะไหลเคลื่อน
หญ้าซีดเซียวเปลี่ยนเป็นเขียวไปหลายเดือน
ไม่ลางเลือนท้องทุ่งนี้สีเขียวจัง

เมื่อวิหคนกป่าพากันกลับ
ต่างร้องรับส่งเสียงสำเนียงขลัง
โลกเปลี่ยนไปใบไม้ผลิมีพลัง
ฉันจึงหวังรักฤดูนี้พลีเพื่อเธอ

When the sun shines oh so hot
That it scorches the land
When you’ re burning with the heat
Sand’ s on fire beneath your feet
When you’ re a-thirst for kisses sweet
Then I will bring to you a true summer love

เมื่อตะวันพลันส่องแสงร้อนแรงกล้า
ท้องทุ่งนาพากันไหม้เกรียมไปเสมอ
ผิวเธอนั้นไหม้เช่นกันเมื่อฉันเจอ
เป็นเพราะเธอเผลอถูกแดดแผดเผาแรง

ใต้เท้าเธอทรายเหล่านั้นร้อนเช่นกัน
แต่เธอนั้นฝันคลั่งไคล้ไม่หน่ายแหนง
กระหายจูบโลมลูบไล้หวานร้อนแรง
ฉันจึงแฝงให้รักฝันคิมหันต์เธอ

When the tired leaves of brown
tumble down from the tree
When a chill is in the air
When shades of silver tint your hair
Depend on me, for I’ ll be there
And I will bring to you a true autumn love

เมื่อใบไม้เปลี่ยนสีไปเป็นน้ำตาล
ร่วงหล่นพล่านจากลำต้นเกลื่อนกล่นเสมอ
อากาศนั้นเย็นลงพลันจนสั่นเพ้อ
ทั้งมอบเธอสีเงินเด่นเส้นผมงาม

เธอจงอยู่เคียงคู่ฉันในวันนั้น
เพราะว่าฉันอยู่นั่นไงอย่าได้ถาม
จะนำรักใบไม้ร่วงติดพ่วงตาม
แสนวาบหวามสดใสมอบให้เธอ

When the snow falls to the ground
When the deep rivers freeze
When our hands turn very cold
When love once young grows very old
There’ ll still be words of love untold
And I will bring to you a true winter love  (Repeat * )

เมื่อหิมะพากันหล่นเกลื่อนกล่นทั่ว
พื้นดินมั่วมัวหมองขาวผ่องแผ้ว
แม่น้ำลึกไหลแรงแข็งตัวแล้ว
คงไม่แคล้วมือเช่นกันเย็นสั่นลง

เมื่อรักใสวัยหนุ่มสาวยืนยาวมาก
มีคำฝากจากรักไว้ไม่ลืมหลง
คำว่ารักไม่บอกไว้ให้มั่นคง
ฉันประสงค์ส่งรักนั้นเหมันต์นี้



The Seasons of Love - Ed Ames     The Seasons of Love - Ed Ames     The Seasons of Love - Ed Ames

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ฺBeaking up is hard to do - Neil Sedaka

ฺBeaking up is hard to do - Neil Sedaka



Beaking up is hard to do - Neil Sedaka






Don't take your love away from me
อย่าเอารักของเธอไปจากฉัน
Don't you leave my heart in misery
เธออย่าปล่อยให้ฉันตรอมใจเลยน๊ะ
If you go then I'll be blues
ถ้าหากเธอไปฉันคงจะต้องศร้า
'Cause breaking up is hard to do
เพราะการเลิกกันนั้นมันทำได้ยาก
Remember when you held me tight
ยังจำถึงตอนที่เธอจับยึดฉันไว้แน่น
And you kissed me all through the night
แล้วเธอก็ได้จูบฉันตลอดทั้งคืน
Think of all that we've been through
คิดถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เราได้เคยทำมากันแล้วบ้าง
Breaking Up Is Hard To Do
มันยากนักที่จะแยกทางกัน


They say that breaking up is hard to do
เขาพูดกันว่า การเลิกกันนั้นเป็นการกระทำที่ยากลำบาก
Now I know, I know that it's true
มาถึงตอนนี้ฉันรู้แล้วละ,ฉันรู้แล้วว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
Don't say that this is the end
อย่าพูดว่ามันจะจบลงแค่นี้
Instead of breaking up I wish that we were making up again
แทนที่จะเลิกกันฉันอยากที่จะให้เราเริ่มต้นใหม่กันอีกครั้ง

I beg of you, don't say goodbye
ฉันขอร้องละ,อย่าพูดคำว่าลาก่อนเลยน๊ะ
Can't we give our love another try
เราจะไม่ให้รักของเราได้มีโอกาศเชียวหรือ
Come on baby, let's start a new
มาเถอะที่รัก,เรามาเริ่มต้นกันใหม่
'Cause breaking up is hard to do
เพราะการแยกทางกันนั้นมันยากที่จะทำใจได้


They say that breaking up is hard to do
Now I know, I know that it's true
Don't say that this is the end
Instead of breaking up I wish that we were making up again


I beg of you, don't say goodbye
Can't we give our love another try
Come on baby, let's start a new
'Cause breaking up is hard to do


Beaking up = แยกทางกัน,แตกหัก,เลิกกัน.....misery = ความทุกยาก,ความสาหัส
blues = ความเศร้า,โศกเศร้า (จะต้องมี s ) หากเป็น blue ไม่มี s หมายถึงสีน้ำเงิน,สีฟ้า
Instead = แทน,แทนที่,มาแทน.....beg = ขอ,ขอความกรุณา,ขอทาน,อ้อนวอน,สุนัขไหว้
another try = โอกาศ.... another = อื่น ๆ,คนอื่น,อีกคนหนึ่ง try = พยายาม
(หากแปลตรงตัว คือความพยายามอื่น ๆ ซึ่งก็คือโอกาศนั่นเอง)





Beaking up is hard to do - Neil Sedaka Beaking up is hard to do - Neil Sedaka Beaking up is hard to do - Neil Sedaka

Poor Boy - Cliff Richard

Poor Boy - Cliff Richard



Poor Boy - Cliff Richard






It wont work poor boy
มันไม่ได้ผลหรอกหนุ่มน้อยผู้น่าสงสาร
dont you try again
นายไม่ลองดูอีกสักครั้งเหรอ
Fate to go with your love
โชคชะตาได้นำพาความรักของนายไป
that you cant win
และนายก็ไม่สามารถเอาชนะได้
You can sing the blues
นา่ยอาจร้องเพลงด้วยความโศกเศร้า
all to yourself
ให้กับตัวของนายเองเอง
But while you're singing
แต่ในขณะที่นายกำลังร้องเพลงอยู่นั้น
shes with someone else, poor boy,
หล่อนก็อยู่กับชายคนอื่น เจ้าเด็กน้อยผู้น่าสงสาร
while you're singing
ในขณะที่นายกำลังร้องเพลงอยู่นั้น
shes with someone else
เธอก็อยู่กับคนอื่น

Love is strange
ความรักมันมักจะแปลก
but poor boy it has to be
แต่หนุ่มน้อยผู้น่าสงสารเอ๋ย มันก็ต้องเป็นแบบนั้นแหละ
In more than a heart'sweight
ความรักนั้นมันย่อมมากกว่าน้ำหนักของหัวใจอยู่แล้ว(ทำให้หนักใจ)
you're just like me
นายก็เหมือนกับฉัน
You and I can try
นายกับฉันอาจลองดู
to face the fault...
เพื่อเจอกับความผิดพลาด
But we both know they won't
แต่เราก็ต่างรู้ดีว่าพวกเธอเหล่านั้น ไม่
be back no more Poor boy
กลับมาอีกแล้วพ่อหนุ่มน้อยผู้น่าสงสาร
we both know they won't
เราต่างรู้ดีว่าพวกเธอเหล่านั้น
be back no more
จะไม่กลับมาอีกแล้ว

Poor boy Im sorry you're so blue
เจ้าหนุ่มน้อยผู้น่าสงสาร ฉันเสียใจด้วยที่นายโศกเศร้า
But dont forget theres more than one of you
แต่อย่าลืมว่าชีวิตนายมันมีมากกว่านั้น
Poor boy I'm sorry youre so sad
เจ้าหนุ่มน้อยผู้น่าสงสาร ฉันเสียใจด้วยที่นายตรอมใจ
ฺBut time will heal the pain
เวลาจะช่วยรักษาความเจ็บปวด
wont be so bad,poor boy
อย่าเสียใจไปเลย เจ้าหนุ่มน้อยผู้น่าสงสาร
Time will heal the pain
เวลาจะช่วยรักษาความเจ็บปวด
wont be so bad,
อย่าเสียใจไปเลย

Lets forget it poor boy
ลืมมันไปเสียเถิดเจ้าหนุ่มน้อยผู้น่าสงสาร
and lets ride alright
แล้วจงทำตัวให้เป็นปกติ
Bad luck can be good luck
โชคร้ายสามารถกลายเป็นโชคดี
in disguise
ที่แปลงกายแฝงมา
Some day new love may come to call
วันนึงรักครั้งใหม่ก็จะมาเยือน
Poor boy,we'll be rich men after all,poor boy
ไอ้หนุ่่มยาจกเอ๋ย ท้ายที่สุดแล้วเราก็จะกลับกลายเป็นเศรษฐี ไอ้หนุ่มยาจกเอ๋ย
poor boy we'll be rich men after all
ท้ายที่สุดแล้วเราก็จะกลายเป็นเศรษฐี (ความรัก)


poor = ขัดสน,ความจน,ต่ำต้อย,น่าสงสาร,poor boy = เด็กที่ยากจน,เด็กที่น่าสงสาร, poor box = หีบเรี่ยไรเงินให้คนจน
fate = โชคชะตา,ดลบันดาล..... blues = ความโศกเศร้า, blue (ไม่มี s) = ฟ้า,น้ำเงิน,เหี่ยวแห้ง,ผู้ได้รับเสื้อสามารถ
face = โฉมหน้า,ใบหน้า เผชิญหน้า เช่น face to face = เผชิญหน้ากันตัวต่อตัว...heal = บำบัด,รักษาแผลให้หาย
pain = เจ็บปวด,ร้าวหัวใจ....sorry = เสียใจ,น่าสงสาร,น่าสมเพช.....rich = พวกมั่งมี,มั่งคั่ง,มั่งมีอุดมไปด้วยของดีมีค่า
disguise = การปลอมแปลง, แกล้งทำ,บิดเบือน,กลบเกลื่อน,ปลอมตัว





Poor Boy - Cliff Richard Poor Boy - Cliff Richard Poor Boy - Cliff Richard

Born to late - The Poni -Tails

Born to late - The Poni -Tails


Born Too Late - เกิดมาช้าไป
Written by :Charles Strouse,Frederick Tobias
Performed by: The Poni- tails
Album : Born Too Late
Released : 1958



Born to late - The Poni -Tails






Born too late for you to notice me
เกิดช้ากว่าที่คุณจะสนใจในตัวฉัน
To you, I'm just a kid that you won't date
กับคุณ, ฉันเป็นเพียงเด็กน้อย ที่คุณคงจะไม่มานัดหมาย
Why was I born too late?
ทำไมฉันจึงได้เกิดมาช้าไป?

Born too late to have a chance to win your love
เกิดมาช้าไป ที่จะมีโอกาศพิชิตชัยในความรักของคุณ
Oh why, oh why was it my fate
โอ้ ทำไม, ทำไมต้องมาเป็นชตากรรมของฉัน
To be born too late?
ที่ได้เกิดมาช้าไป

I see you walk with another
ฉันเห็นคุณเดินอีกกับคนหนึ่ง
I wish it could be me
ฉันหวังว่าอาจเป็นฉันได้
I long to hold you and kiss you
ฉันอยากกอดและจูบคุณ
But I know it never can be
แต่ฉันก็รู้ว่ามันไม่สามารถเป็นได้

for I was Born too late for you to care
เป็นเพราะฉันเกิดมาช้า เกินกว่าคุณจะมาสนใจ
Now my heart cries
บัดนี้หัวใจฉันร้องไห้
Because your heart just couldn't wait
เพราะว่าหัวใจคุณไม่อาจรอคอย
Why was I born too late?
ทำไมหนอฉันจึงเกิดมาช้าไป

Born too late for you to care
เกิดมาช้าเกินกว่าที่คุณจะสนใจ
Now my heart cries
บัดนี้หัวใจฉันร้องไห้กระซิก
Because your heart just couldn't wait
เพราะว่าหัวใจคุณไม่อาจรอคอยได้
Why was I born too la-a-a-a-ate?
ทำไมฉันจึงเกิดมาไม่ทัน, ไม่ทัน?
Why was I born too late?
ทำไมฉันจึงเกิดมาช้าเกินไป?
Too late
เกิดไม่ทัน


notice = ให้ความสนใจ (ใครสักคน),ความสังเกตุ,ความเอาใจใส่,แจ้งให้ทราบ (คงเคยได้ยินบ่อย ๆ เช่นเขายื่น notice)

late = แก่,ช้า,ช้ากว่ากำหนด,ไม่ทันเวลา,ที่หลัง,ภายหลัง

date = การนัดหมาย ช่วงที่ส่งลูกหลานไปเรียนเมื่องนอก สิ่งหนึ่งที่จะต้องมีืคือการออก date มีคนเขาเขียนเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องการออกเดท

การออกเดทก็คือ คำว่าออกเดทตามวิธีการปฏิบัตินั้น ไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง การออกเดทจะเป็นการเรียนรู้กันและกันมากกว่า แต่มีความใกล้ชิดมากกว่าการเป็นแค่เพื่อนกัน มีการเอาใจกัน แคร์กัน รวมถึงการค้นหาปริศนาแห่งหัวใจ

เราขอแนะนำข้อสรุปที่ท่านควรรู้ในการออกเดท

1. แต่งตัวตามสบาย ตามสไตล์แบบฉบับของคุณ อย่าแต่งให้ดูเวอร์เกินไป อย่าใส่พวกเครื่องหอมมากจนกลิ่นแผ่ซ่านไปไกลเป็นกิโล ชุดที่ใส่ก็ให้ดูเซ็กซี่ตามประมาณ
2. มีความเชื่อมั่นในตัวเอง อย่าคิดมากเรื่องต่าง ๆ เพราะมันไม่เป็นอย่างที่คุณคิด
3. ควบคุมอารมณ์ไม่ให้ตื่นเต้นเกินเหตุ ไม่ให้มีความเครียด การสูดลมหายใจลึก ๆ อาจช่วยได้
4. คงไว้ซึ่งความแจ่มใสสดชื่น และมีอารมณ์ดี
5. ถ้าคุณเป็นฝ่ายชาย คุณควรหาของไปฝากเธอซักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้สักช่อนึง หรือของที่ระลึกเล็ก ๆ น้อย ๆ(ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง แต่ดูมีคุณค่าในตัวเอง อาจเป็นของที่คุณทำเองก็ได้)
6. เปิดใจให้กว้าง เพื่อจะได้รับรู้ เรียนรู้ และเข้าใจกันและกัน
7. การพูดคุย ให้พยายามอย่าพูดถึงคนอื่น ฝ่ายชายไม่ควรพูดถึงผู้หญิงอื่น และฝ่ายหญิงควรละเว้นการพูดถึงบุรุษอื่น
8. การออกเดทไม่ใช่การทำธุรกิจ อย่าหวังทำกำไร หรือคิดเรื่องขาดทุน
9. คัดเลือกสถานที่ที่น่าจะไม่มีคนที่คุณรู้จักไปเพ่นพล่าน เพราะจะทำให้คุณรู้สึกเขินขาย และอึดอัดที่มีก้างขวางคอได้
10. Be Realistic (รู้้จักสภาพความเป็นจริง เห็นจริงเห็นจังเหมือนจริง รู้ว่าอะไรเป็นไปได้) อะไรเป็นไปไม่ได้ อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
11. จำกัดเครื่องดื่มของมึนเมา น้ำเปลี่ยนนิสัย ทำให้สิ่งไม่ดีต่าง ๆ ไหลพลั่งพลูออกมาได้ ทำให้ภาพพจน์เสียอีกต่างหาก ถ้าคุณเขินอายก็อาจหาพวกน้ำหวานกิน อย่าจิบพวกของมึนเมา เพราะคุณจะเมาเอาจริง ๆ โดยไม่รู้ตัว
12. เก็บความรู้สึกไว้ในใจ ไม่ว่าคุณจะรู้สึกในทางลบหรือทางบวก คุณก็ไม่ควรจะรีบบอกออกไป ให้ฝึกเป็นคนปากหนักในเรื่องนี้ รวมถึงการแสดงออกและสีหน้า เพราะจะมีผลต่ออีกฝ่ายหนึ่งได้ เพราะแค่การออกเดทกันไม่กี่ครั้ง คุณอาจจะยังไม่สามารถหาถึงข้อสรุปได้ ต้องอาศัยเวลา





Born to late - The Poni -Tails Born to late - The Poni -Tails Born to late - The Poni -Tails

Save the best for last - Vennessa Williams

Save the best for last - Vennessa Williams


ในชีวิตคนเรานั้น เจอะเจออะไรมาไม่เหมือนกัน มีรักอีกมากมายไม่สมหวัง
มีอีกหลายแบบอย่างที่ไม่เป็นไปดั่งที่ใจเราคิด หลายคนยังคงมั่นคงอยู่กับความรัก
ขอให้เก็บสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้กับคนสุดท้ายของชีวิต เพลงนี้จะเป็นตัวแทนของคนแน่วแน่ในความรัก



Save the best for last - Vennessa Williams






Sometimes the snow comes down in June
บางครั้งหิมะอาจโปรยปรายมาในช่วงเดือนมิถุนายน
Sometimes the sun goes 'round the moon
บางครั้งที่ดวงอาทิตย์โคจรรอบดวงจันทร์
I see the passion in your eyes
ฉันเห็นความรู้สึกในดวงตาเธอ
Sometimes it's all a big surprise
บางครั้งความรู้สึกนั้นเป็นสิ่งประหลาดใจมาก

Cause there was a time when all I did was wish,
เพียงเพราะ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่สิ่งทั้งหมดที่ฉันทำก็คือ เพียงแค่อธิษฐาน
You'd tell me this was love
อยากให้เธอบอกฉันว่า นี่คือความรัก
It's not the way I hoped or how I planned
ไม่ใช่แบบหวังหรือตั้งใจให้เกิดหรอก
But somehow it's enough
แต่เอาเถอะ มันก็เพียงพอแล้วละ

And now we're standing face to face
และ ณ ตอนนี้ ขณะที่เรายืนจ้องหน้ากัน
Isn't this world a crazy place?
โลกนี้ไม่ได้บ้าใช่ไหม?
Just when I thought a chance had passed
เพียงแค่เมื่อฉันคิดว่า โอกาศนั้นได้หลุดลอยไปแล้ว
You go and save the best for last
เธอเดินจากไป และเธอเก็บสิ่งที่ดีที่สุดไว้สำหรับคนสุดท้ายของเธอ

All of the nights you came to me
ทุกคืนที่เธอมาหาฉัน
When some silly girl had set you free
เมื่อหญิงสาวที่โง่เง้าปล่อยให้เธอเป็นอิสระ
You wondered how you'd make it through
เธอก็คงจะแปลกใจซิว่า เธอทำเช่นนั้นได้อย่างไร
I wondered what was wrong with you
ฉันอยากรู้จังว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ

Cause how could you give your love to someone else
เพราะเธอมอบรักให้คนอื่นอีกได้อย่างไร
And share your dreams with me
แล้วแบ่งปันความฝันของเธอกับฉัน
Sometimes the very thing you're looking for
บางทีอาจเป็นสิ่งเดียวที่เธอมองหาอยู่

It's the one thing you can't see
ก็คือสิ่งที่เธอไม่สามารถเห็นได้


And now we're standing face to face
Isn't this world a crazy place?
Just when I thought a chance had passed
You go and save the best for last
It's the one thing you can't see

(instrumental)

Sometimes the snow comes down in June
Sometimes the sun goes 'round the moon
Just when I thought a chance had passed
You go and save the best for last

You went and saved the best for last
เธอเก็บรักษาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนสุดท้ายของเธอ




Save the best for last - Vennessa Williams Save the best for last - Vennessa Williams Save the best for last - Vennessa Williams

Down Home - Ricky Nelson

Down Home - Ricky Nelson



Down Home - Ricky Nelson






Down home... Oh, down home
บ้านชนบท โอ้บ้านชนบท
there used to be rivers and trees
ที่นั่นนั้นเคยมีแม่น้ำและต้นไม้
fresh bread every single morning
ขนมปังสดใหม่ในทุกๆเช้า
and sweet magnolia in the breeze
และพุ่มไม้ที่สวยงามที่พริ้วไหวไปตามสายลม
Oh, fishing lines and young dreams
โอ้ สายเบ็ดตกปลาและความฝันวัยเยาว์

Oh, I hear them calling to me
โอ้ ฉันได้ยินมันส่งเสียงร้องเรียกฉัน
but there's no way to get down home
แต่ทว่ามันไม่มีทางจะได้กลับไปบ้านชนบทนั้นอีกแล้ว
cuz down home's just a memory
เพราะบ้านชนบทนั้นเป็นเพียงแค่ความทรงจำในปัจจุบันเท่านั้น

Wish I could leave this big town
ฉันภาวนาให้ฉันจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่นี้ได้
city living ain't living to me
ชีวิตในเมืองหลวงนั้นไม่ใช่ชีวิตของฉันเลย
but there's no way to get down home
แต่ทว่ามันไม่มีทางจะได้กลับไปที่บ้านชนบทอีกแล้ว

No you can't retrieve it
ไม่หรอก คุณไม่มีทางกู้มันกลับมาได้
cuz once you leave it
เมื่อเมื่อเธอทิ้งมันมาแล้ว
Oh, down home's just a memory
โอ้บ้านชนบท เป็นเพียงแค่ความทรงจำ
Down home... Oh, down home
บ้านชนบท โอ้บ้านชนบท
Send “Down Home




Down Home - Ricky Nelson Down Home - Ricky Nelson Down Home - Ricky Nelson

Daddy's Home - Jermaine Jackson

Daddy's Home - Jermaine Jackson



Daddy's Home - Jermaine Jackson






you're my love
เธอคือที่รัก
you're my angel
เธอคือเทพธิดาของฉัน
you're the girl of my dreams
เธอคือนางในฝันเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
and, I'd like to thank you
ขอขอบคุณสำหรับ
for waiting patiently
การรอคอยอย่างอดทน

daddy's home
you're daddy's home to stay
พ่อกลับมาแล้ว กลับมาแล้ว

how I waited for this moment
ฉันเฝ้ารอช่วงเวลนี้มานานนัก
to be by your side (to be by your side)
รอที่จะเคียงข้างเธอเช่นนี้
your best friend wrote and told me
เพื่อนซี้ของเธอเขียนมาบอกฉัน
you had tear drops in your eyes
ว่าเธอได้ร้องไห้

daddy's home
your daddy's home to stay
พ่อกลับมาแล้วไง กลับมาอยู่บ้านแล้ว

it wasn't on a Sunday
ตอนนั้นไม่ใช่วันอาทิตย์
Monday and Tuesday went by
วันจันทร์และอังคารก็ผ่านพ้นไปแล้ว
it wasn't on a Tuesday afternoon
มันไม่ใช่่บ่ายวันอังคาร
all I could do was cry
ที่ทำได้ก็คือรำไห้
but I made a promise that you'd treasure
แต่ฉันก็ได้ให้สัญญาที่เธอ
I'd bring it backhome to you
และฉันรักษาสัญญานั้น กลับบ้านมาหาเธอแล้ว

how I waited for this moment
to be by your side (to be by your side)
your best friend wrote and told me
you had tear drops in your eyes

how I waited for this moment
to be by your side (to be by your side)
your best friend wrote and told me
you had tear drops in your eyes

daddy's home
your daddy's home to stay
daddy's home to stay
I'm not a thousand miles away
ฉันไม่ได้อยู่ห่างนับพันไมล์อีกแล้ว
daddy's home to stay
and I'm gonna be here, come with me
daddy's home to stay
I'm not a thousand miles away
daddy's home to stay
and I'm gonna be here





Daddy's Home - Jermaine Jackson Daddy's Home - Jermaine Jackson Daddy's Home - Jermaine Jackson

Wind of change - Scorpions

Wind of change - Scorpions


Wind Of Change สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง

บทเพลง และ บทกวีบทนี้ Klaus Meine นักร้องนำวงสกอร์เปี้ยน (scorpions) เป็นผู้ประพันธ์ขึ้นในราวปี 1989-1990 ซึ่งในช่วงนั้นกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุโรปตะวันออก ซึ่งรวมถึงการทลายกำแพงเบอร์ลินด้วย ผู้คนในยุโรปเต็มไปด้วยความคาดหวัง ที่จะเห็นสิ่งดีๆเกิดขึ้น



Wind of change - Scorpions






Follow the Moskwa
ฉันเดินไปตามแม่น้ำมอสโค
Down to Gorky Park
เรื่อยไปจนถึงสวนสาธารณะกอร์กี้
Listening to the wind of change
ฟังเสียงสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
An August summer night
ค่ำคืนหนึ่งในฤดูร้อนของเดือนสิงหา
Soldiers passing by
ทหารเดินผ่านไป
Listening to the wind of change
ฟังเสียงสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง

The world is closing in
คนเราเริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้น
Did you ever think
เธอเคยคิดไหมว่า
That we could be so close, like brothers
เราสามารถอยู่ใกล้กันได้ขนาดนี้,เฉกเช่นพี่น้อง
The future's in the air
อนาคตเป็นสิ่งใหม่ที่เราทุกคนตื่นเต้น (เสรีภาพ)
I Can feel it everywhere
ฉันรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ในทุกที่
Blowing with the wind of change
พัดพามาพร้อมกับสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง

Take me to the magic of the moment
พาฉันไปสู่ความรู้สึกที่แสนวิเศษของช่วงเวลานั้น
On a glory night
ในคืนที่โชติช่วงเต็มไปด้วยความสุข
Where the children of tomorrow dream away
ที่ที่ซึ่งเด็ก ๆ ซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตนั้นวาดความฝันของตัวเอง
In the wind of change
ท่ามกลางสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น

Walking down the street
ในขณะที่ฉันกำลังเดินอยู่บนถนน
Distant memories
ความทรงจำในอดีตอันไกลโพ้น
Are buried in the past, forever
ได้ถูกลืมไปกับการเวลาที่ผ่านมาตลอดไป
I follow the Moskwa
ฉันเดินไปตามแม่น้ำมอสโค
Down to Gorky Park
เรื่อยไปถึงสวนสาธารณะกอร์กี้
Listening to the wind of change
ฟังสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง

Take me to the magic of the moment
พาฉันไปสู่ความรู้สึกแสนวิเศษแห่งช่วงเวลานั้น
On a glory night
คืนที่เต็มไปด้วยความสุข
Where the children of tomorrow share their dreams
ที่ที่ซึ่งอนาคตของชาติจะได้แบ่งปันความฝันแก่กัน
With you and me
กับเธอและฉัน

Take me to the magic of the moment
On a glory night
Where the children of tomorrow dream away
In the wind of change

The wind of change
สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง
Blows straight into the face of time
พัดผ่านเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
Like a storm wind that will ring the freedom bell
เหมือนพายุที่สั่นระฆังแห่งเสรีภาพ
For peace of mind
เพื่อความสันติสุขในใจมนุษย์
Let your balalaika sing
เอาเครื่องดนตรีมาบรรเลงเพลงกันเถอะ
What my guitar wants to say
สิ่งซึ่งกีต้าร์ของฉันอยากสื่อด้วยก็คือ

Take me to the magic of the moment
On a glory night
Where the children of tomorrow share their dreams
With you and me

Take me to the magic of the moment
On a glory night
Where the children of tomorrow dream away
In the wind of change


the Moskwa = Moskwa น่าจะเป็น Moskva (มอสควา) ก็คือมอสโคว์นั่นเอง แต่ในเพลงมี the นำหน้า
เป็น the Moskwa ซึ่งก็หมายถึงแม่น้ำมอสโคว์ แม่น้ำทั้งหลายในโลกจะต้องมี the นำหน้า เช่น The Volga ก็คือแม่น้ำ วอลก้า
ซึ่งเป็นแม่น้ำยาวที่สุดในยุโรปและเป็นหัวใจของประเทศรัสเซีย (ชื่อเดียวกับเจ้า Volga ตัวสีขาวที่อยู่ข้างล่างนี้) ส่วน Vodka เป็นชื่อ
เหล้าหลั่นสีขาวเหมือนเหล้าโรงของไทย ผลิตจากรัสเซีย,โปแลนด์ ใช้ผสมในคอคเทล สำหรับเหล้าชนิดอื่น (คุยไป ๆ ชักนอกเรื่องแล้ว)

passing by = เดินผ่านไปมา.....The world is closing in = close in ขยับเข้ามาใกล้กัน ก็คือ คนทั่วโลกเริ่มใกล้ชิดกันรวมทั้ง
เยอรมันตะวันตกและเยอรมันตะวันออกด้วย.....so close สำนวน ก็คือ ใกล้กันมาก เพราะโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว เราก็จะเป็นเหมือนพี่น้องกัน

in the air สำนวน หมายถึง สิ่งน่าตื่นเต้น สิ่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม.....glory = อะไรก็ตามที่โชติช่วงชัชวาล ที่ดีเจริญรุ่งเรือง

to ring the freedom bell ก็คือ ลั่นหรือสั่นระฆังแห่งเสรีภาพ...a peace of mine = ความสันติสุขในใจ....balalaika = เครื่องดนตรีมี 3 สาย




Wind of change - Scorpions Wind of change - Scorpions Wind of change - Scorpions


One last kiss - Bobby Vee

One last kiss - Bobby Vee



One last kiss - Bobby Vee






(One last kiss, one last kiss, give me one last kiss)

Oh one last kiss, oh baby one last kiss
โอ จูบสุดท้าย,โอ ที่รักจูบครั้งสุดท้าย
It never felt like this, oh baby not like this
มันไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน,โอ ที่รักมิใช่เช่นนี้
You know I need your love,
เธอรู้มั้ย ฉันต้องการความรักจากเธอ
oh oh oh give me one last kiss
โอ โอ โอ ให้จูบครั้งสุดท้ายกับฉันอีกสักครั้งเถอะ


Oh one more time, oh baby one more time
โอ อีกครั้ง, โอ ที่รัก อีกสักหนเถิด
You made me feel so blind, oh baby it's so blind
เธอทำให้ฉันรู้สึกใบ้บอดเหลือเกิน,โอ ที่รักมันช่างมืดมน


You know I need your love,
เธอรู้มั้ยว่าฉันต้องการความรักจากเธอ
oh oh oh give me one last kiss
โอ โอ โอ ให้จูบครั้งสุดท้ายฉันด้วย


Darling it isn't right I must be sayin' goodnight
ที่รัก มันไม่ถูกต้องน๊ะ ที่ฉันจะต้องกล่าวราตรีสวัสดิ์
Don't let me go like this
อย่าปล่อยให้ฉันไปแบบนี้
Baby I need you, so what if I have to Go,
ที่รัก ฉันต้องการเธอน๊ะ,ดังนั้นอะไรจะเกิดขึ้นบ้างหากฉันต้องจากไป
just give me one last kiss
ขอเพียงแค่มอบจูบครั้งสุดท้ายให้ฉันเถอะน๊ะ


Oh one last kiss, oh baby one last kiss
It never felt like this, oh baby not like this
You know I need your love, oh oh oh give me one last kiss

Darling it isn't right I must be sayin' goodnight
Don't let me go like this
Baby I need you, so what if I have to
Go, just give me one last kiss

Oh one last kiss, oh baby one last kiss
It never felt like this, oh baby not like this
You know I need your love, oh oh oh give me one last kiss

Oh oh oh give me one last kiss (just one last kiss)





One last kiss - Bobby Vee One last kiss - Bobby Vee One last kiss - Bobby Vee

Poor Little Fool - Ricky Nelson

Poor Little Fool - Ricky Nelson



เรื่องราวของชายหนุ่มที่โดนสลัดรัก

คั้งแค่ฉันได้เจอเธอ ก็รู้แล้วว่าครั้งนี้ฉันแห้วแน่ๆ
เจ้าโง่ผู้น่าสงสารเอ๊ย เฮ้อ... ฉันแหละเด็กโง่
เธอใช้สายตาหยอกล้อ ยั่วเย้าให้ฉันปั่นป่วนเล่น
เธอกอด เธอจูบฉัน ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าเธอไม่ได้รักฉันจริง

เธอบอกฉันเองว่า เธอห่วงฉัน เราจะไม่พรากจากกัน
และมันก็เป็นรักครั้งแรกของฉันนะนั่น
วันต่อมาเธอก็จากไป ฉันรู้เลยว่าโดนเธอหลอกเข้าแล้ว
เธอจากไปพร้อมกับทิ้งให้ใจฉันต้องบอบช้ำกับความกะล่อนของเธอ

ฉันเคยเล่นเกมส์นี้กับคนอื่นมาแล้ว
แต่ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอกับตัวเอง
วันที่โดนใครบางคนเล่นเกมส์รักโง่ๆกับฉัน

"Ricky" Nelson หรือที่รู้จักในชื่อ Rick Nelson นักร้องสุดฮอตในอดีต เขาเป็นทั้งนักร้อง นักดนตรีและนักแสดงชาว อเมริกัน มีเพลงติดอันดับ The Billboard Hot 100 มากถึง 53 เพลงในระหว่างปี 1957-1973 รวมถึงมีเพลงติด TOP 10 อีก 19 เพลง และยังได้รับคัดเลือกลงในบัญชีรายชื่อ Rock and Roll of Fame ของปี 1987

โดยมี "Poor Little Fool" เพลงอันดับ 1 เป็นครั้งแรกของการจัดอันดับชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม 1958

The Billboard Hot 100 เป็นชาร์ตอันดับซิงเกิ้ลในวงการดนตรีในสหรัฐอเมริกาที่วัดความนิยม ออกวางขายรายสัปดาห์โดยนิตยสารบิลบอร์ด ในการจัดอันดับนั้นวัดจากยอดการเปิดออกอากาศทางรายการวิทยุและยอดขาย โดยนับยยอดขายประจำสัปดาห์จากวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ ขณะเดียวกันที่นับยอดการออกอากาศจากวันพุธถึงวันอังคาร โดยชาร์ตอย่างเป็นทางการจะออกสู่สาธารณะทุกวันพฤหัส ซึ่งหัวตารางของชาร์ตจะเป็นชาร์ตประจำสุดสัปดาห์ของวันเสาร์ถัดไป

อันดับ 1 เพลงแรกของชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 คือเพลง "Poor Little Fool" ของริกกี้ เนลสัน เมื่อ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1958 นับจนถึงวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 2011 ชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 มีเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 แล้วทั้งหมด 1,008 เพลง

ก่อนหน้านั้นในช่วงทศวรรษ 1940 และ 1950 ซิงเกิ้ลเพลงนิยมได้จัดอันดับจาก 3 ชาร์ตหลักคือ Best Sellers In Stores - ยอดขายดีที่สุดในร้านค้า ,Most Played By Jockeys -เพลงที่เล่นบ่อยที่สุดโดยดีเจ และ Most Played In Jukeboxes -เพลงที่เปิดบ่อยที่สุดในเครื่องจู๊กบอกซ์

บิลบอร์ดฮอต 100 ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นมาตรฐานที่วัดระดับเพลงนิยมในสหรัฐอเมริกา โดยชาร์ต Hot 100 ได้นับคะแนนจากเพลงที่ออกอากาศและคะแนนจากยอดขายทั้งในร้านค้าและยอดดิจิตอล



Poor Little Fool - Ricky Nelson






I used to play around with hearts that hastened at my call,
ฉันเคยล้อเล่นกับหัวใจคนซึ่งส่วนใหญ่ก็จะได้มาอย่างรวดเร็ว
But when I met that little girl I knew that I would fall.
แต่เมื่อฉันได้มาพบกับสาวน้อยที่ฉันรู้ว่าครั้งนี้อาจจะต้องผิดหวัง

Poor little fool, oh yeah, I was a fool, uh huh..
เด็กโง่ผู้น่า่สงสาร โอ้... ฉันคือคนโง่

She played around and teased me with her carefree devil eyes,
เธอหยอกล้อและยั่วฉันด้วยสายตาปีศาจไร้ความปราณี
She'd hold me close and kiss me but her heart was full of lies.
เธอกอดและจูบฉัน แต่ในหัวใจนั้นเต็มไปด้วยการโกหก

Poor little fool, oh yeah, I was a fool, uh huh..

She told me how she cared for me and that we'd never part,
เธอบอกฉันว่าเธอห่วงใยฉันและเราจะไม่แยกจากกัน
And so for the very first time I gave away my heart.
และมันก็เป็นครั้งแรกจริงๆที่ฉันมอบหัวใจให้ไป

Poor little fool, oh yeah, I was a fool, uh huh..

The next day she was gone and I knew she'd lied to me,
วันต่อมาเธอก็จากไปและฉันก็รู้ว่าเธอหลอกฉันเข้าแล้ว
She left me with a broken heart and won her victory.
เธอจากฉันไปทิ้งฉันไว้กับหัวใจที่แตกสลาย และได้รับชับชนะ

Poor little fool, oh yeah, I was a fool, uh huh..

I'd played this game with other hearts but I never thought I'd see,
ฉันเองก็เคยเล่นเกมส์นี้กับหัวใจของคนอื่น แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาเจอ
The day that someone else would play love's foolish game with me.
กับวันที่จะมีใครบางคนมาเล่นเกมส์แห่งความรักกับฉัน

Poor little fool, oh yeah, I was a fool, uh huh..




Poor Little Fool - Ricky Nelson Poor Little Fool - Ricky Nelson Poor Little Fool - Ricky Nelson


Nobody - Wonder girls

Nobody - Wonder girls



เธอรู้ดีว่าฉันยังคงรักเธอนะคนดี
และสิ่งนั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ฉันไม่ต้องการใครนอกจากเธอเท่านั้น
ฉันไม่ต้องการใครนอกจากเธอเท่านั้น
ฉันไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นหรอกนะ ถ้าไม่ใช่เธอ ฉันก้อไม่ต้องการ
ฉันไม่ต้องการใครนอกจากเธอเท่านั้น

ไม่ชอบเลยที่เธอคอยแต่ผลักไสฉันให้ไปจากเธอ
คอยแต่เอาหูทวนลมในสิ่งที่ฉันกำลังบอก
พยายามทำทุกทางเพื่อส่งฉันไปให้ชายอื่น
เธอทำกับฉันอย่างนี้ได้อย่างไร

ปากบอกว่าทำเพื่อฉัน
พร่ำบอกว่าตัวเธอนั้นมันไม่ดีพอ

หยุดซะที เธอก้อรู้ฉันคนนี้เป็นคนเช่นไร
ทำไมต้องคอยยัดเยียดในสิ่งที่ฉันไม่ต้องการล่ะ

ฉันยังอยู่ดี ฉันมีความสุข
แค่เพียงมีเธออยู่ อะไรอย่างอื่นฉันก้อไม่ต้องการ

ทำไมถึงบอกว่าคบคนอื่นแล้วฉันจะมีความสุขล่ะ
เมื่อเราต้องแยกจากกัน ไม่มีวันที่ฉันจะมีความสุขได้เลย

ปากบอกว่าทำเพื่อฉัน
พร่ำบอกว่าตัวเธอนั้นมันไม่ดีพอ

เมื่อไหร่จะรู้ว่าที่เธอทำอยู่มันเหลวไหลสิ้นดี
ไม่มีเธอแล้ว ฉันจะมีความสุขได้อย่างไร

ฉันไม่ต้องการใครนอกจากเธอเท่านั้น
ฉันไม่ต้องการใครนอกจากเธอเท่านั้น
ถ้าหากไม่ใช่เธอ ไม่ใช่เธอคนนี้
ฉันก้อไม่ต้องการใครอื่น

ย้อนกลับไปเมื่อวันเก่า ๆ ที่พวกเรายังเยาว์วัย ไร้เดียงสา และมีอิสระ
อยากกลับไปตอนที่ทุกอย่างเป็นดังความฝัน
แต่ทำไมเธอถึงคอยผลักไสกัน
ทำไมเธอถึงได้ผลักไสฉัน
ฉันไม่ต้องการใครนอกจากเธอเท่านั้น
ไม่ต้องการใคร ไม่ต้องการใคร นอกจากเธอ..




Nobody - Wonder girls






You know I still love you, baby
รู้มั้ย ฉันยังคงรักเธอจ๊ะที่รัก

And it will never change,
และก็จะไม่มีวันเปลี่ยงแปลงไป

I want nobody, nobody but you
ฉันไม่ต้องการใครอื่น,ไม่ต้องการใคร นอกจากเธอ
I want nobody, nobody but you
ฉันไม่ต้องการใครอื่น,ไม่ต้องการใคร นอกจากเธอ
How can I be with another? I don't want any other
จะให้ฉันอยู่กับคนอื่นได้อย่างไร ? ก็ฉันไม่ต้องการคนอื่นนี่นา
I want nobody, nobody, nobody, nobody
ฉันไม่ต้องการคนอื่น, คนอื่น, คนอื่น, คนอื่น

Why are you trying to, to make me leave ya
ทำไมเธอพยายามที่จะ,ทำตัวห่างเหินจากฉัน
I know what you're thinking, baby why aren't you listening?
ฉันรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่,ที่รักทำไมเธอไม่ฟังฉันบ้าง
How can I just, just love someone else
ฉันจะทำได้อย่างไร,ที่จะไปรักกับคนอื่น
And forget you completely when I know you still love me?
และก็ลืมเธออย่างสนิท ในขณะที่ฉันรู้อยู่เต็มอกว่าเธอยังคงรักฉันอยู่


Telling me you're not good enough
บอกฉันว่าฉันนั้นไม่ดีพอ
My life with you is just too tough
ชีวิตของฉันกับเธอจะเป็นไปอย่างมั่นคง
You know it's not right, so just stop and come back, boy
เธอรู้มั้ย มันนี่มันไม่ถูกต้อง, ดังนั้นโปรดหยุดและกลับมาเถอะ,ที่รัก
How can this be when we were meant to be?
มันก็จะเป็นอย่างไรต่อไปไป หากเรายังจะให้มันเป็นแบบนี้ต่อไป

I want nobody, nobody but you
I want nobody, nobody but you
How can I be with another? I don't want any other
I want nobody, nobody, nobody, nobody

I want nobody, nobody but you
I want nobody, nobody but you
How can I be with another? I don't want any other
I want nobody, nobody, nobody, nobody

Why can't we just, just be like this?
ทำเราไม่แค่ แค่อยู่กันไปแบบนี้ต่อ
'Cause it's you that I need and nothing else until the end
เพราะเธอเป็นผู้ที่ฉันต้องการและไม่มีใครมาแทนที่ได้จนกัลปาวสาน
Who else can ever make me feel the way
จะมีใครอีกที่จะทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงขนาดนี้
I, I feel when I'm with you, no one will ever do
ฉันรู้สึกแบบนั้นเวลาที่อยู่กับเธอ และไำม่เคยมีใครเคยทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้

Telling me you're not good enough
My life with you is just too tough
You know me enough, so you know what I need, boy
Right next to you is where I need to be

I want nobody, nobody but you
I want nobody, nobody but you
How can I be with another? I don't want any other
I want nobody, nobody, nobody, nobody

I want nobody, nobody but you
I want nobody, nobody but you
How can I be with another? I don't want any other
I want nobody, nobody, nobody, nobody

I don't want nobody, body
I don't want nobody, body
Honey, you know it's you that I want
It's you that I need, why can't you see?

I want nobody, nobody but you
I want nobody, nobody but you
How can I be with another? I don't want any other
I want nobody, nobody, nobody, nobody

I want nobody, nobody but you
I want nobody, nobody but you
How can I be with another? I don't want any other
I want nobody, nobody, nobody, nobody

Back to the days when we were so young and wild and free
ย้อนไปเมื่อวันที่เรายังเป็นวัยรุ่น
Nothing else mattered other than you and me, so tell me why can't it be?
ไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่าแค่เธอและฉัน ฉะนั้นบอกหน่อยสิว่าทำไมเราจะเป็นแบบนี้ต่อไปได้
Please let me live my life my way
โปรดให้ฉันใช้ชีวิตตามทางที่ฉันเลือกเถอะ
Why do you push me away?
ทำไมจะต้องมาผหลักไสฉันด้วย
I don't want nobody nobody nobody nobody but you
ฉันไม่ต้องการใคร .... นอกจากเธอ





Nobody - Wonder girls Nobody - Wonder girls Nobody - Wonder girls

Say You,Say Me - Lionel Richie

Say You,Say Me - Lionel Richie


หลายสิบปีที่แล้ว ได้ดูหนังเรื่อง WHITE NIGHTS (1985) กำกับโดย Taylor Hackford นำแสดงโดย Mikhail Baryshnikov, Gregory Hines, Jerzy Skolimowski, Helen Mirren และสุดสวย Isabella Rossellini แล้วหนังเรื่องนี้ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ประทับใจกับทั้งตัวหนัง และ เพลงประกอบ Say you Say Me ของ Lionel Richie ซึ่งได้รางวัลออสการ์ สาขาเพลงประกอบยอดเียี่ยมประจำปี 1985 มาด้วย



Say You,Say Me - Lionel Richie






Say you, say me
Say it for always, that's the way it should be
Say you, say me
Say it together, naturally

I had a dream I had an awesome dream
People in the park playing games in the dark
And what they played was a masquerade
And from behind of walls of doubt a voice was crying out

[Chorus]

As we go down life's lonesome highway
Seems the hardest thing to do is to find a friend or two
A helping hand - some one who understands
That when you feel you've lost your way
You've got some one there to say I'll show you

[Chorus]

So you think you know the answers - oh no
'cause the whole world has got you dancing
That's right - I'm telling you
It's time to start believing - oh yes
Believing who you are - you are a shining star

[Chorus]


พูดคำว่า เธอ พูดคำว่า ฉัน
พูดคำนี้ด้วยกัน เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรจะพูด
พูดว่า เธอ พูดว่า ฉัน
พูดคำนี้ด้วยกันเพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุด

เมื่อคืนฉันฝัน มันเป็นฝันที่น่าทึ่ง
ผู้คนในสวนสาธารณะกำลังเล่นเกมส์อยู่ในความมืดมิด
สิ่งที่พวกเขาเล่นมันคือละครใส่หน้ากากเข้าหากัน
แต่ด้านหลังของกำแพงแห่งความระแวงสงสัยนั้นก็มีเสียงร้องออกมาว่า

พูดคำว่า เธอ พูดคำว่า ฉัน
พูดคำนี้ด้วยกัน เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรจะพูด
พูดว่า เธอ พูดว่า ฉัน
พูดคำนี้ด้วยกันเพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ในระหว่างที่เราเดินทางอยู่บนถนนแห่งชีวิตที่แสนเปล่าเปลี่ยวนั้น
สิ่งที่ดูเหมือนจะยากที่สุดคือการหาเพื่อนแท้สักคนหรือสองคน
มือที่จะยื่นมาช่วยเหลือ ใครสักคนที่จะเข้าใจ
และเมื่อเธอรู้สึกว่าเธอกำลังหลงทางไปเสียแล้ว
ก็ยังมีใครสักคนที่จะคอยบอกเธอว่า “ฉันจะช่วยเธอเอง”

พูดคำว่า เธอ พูดคำว่า ฉัน
พูดคำนี้ด้วยกัน เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรจะพูด
พูดว่า เธอ พูดว่า ฉัน
พูดคำนี้ด้วยกันเพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุด

และเธอคิดว่าเธอรู้คำตอบกระนั้นหรือ ไม่จริงดอก
รู้ไหมว่าโลกทั้งโลกกำลังคอยให้เธอเริงร่า(เต้นรำ)ไปกับชีวิต
นั่นแหละ ฉันกำลังจะบอกเธอว่า
มันถึงเวลาที่เธอจะต้องเริ่มเชื่อมั่น... ใช่แล้ว
เชื่อมั่นในสิ่งที่เธอเป็น ว่าเธอเป็นดาวที่กำลังส่องแรงเรืองรอง

พูดคำว่าเธอ พูดคำว่า ฉัน

พูดคำนี้ด้วยกัน เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรจะพูด
พูดว่า เธอ พูดว่า ฉัน
พูดคำนี้ด้วยกันเพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุด




Say You,Say Me - Lionel Richie Say You,Say Me - Lionel Richie Say You,Say Me - Lionel Richie

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Arirang - Ri Kyong Suk

Arirang - Ri Kyong Suk



เพลงอารีรังหลาย ๆ เวอร์ชันนั้น เริ่มต้นด้วนการพรรณนาการเดินทาง โดยเนื้อหาของเพลงนั้นเกี่ยวกับตอนที่เดินทางผ่านช่องเขา อารีรังนั้นเป็นชื่อของช่องเขาแห่งหนึ่ง จึงถูกใช้เป็นชื่อเพลงด้วย อารีรังบางเวอร์ชันได้กล่าวถึงช่องเขามุงยอง แซแจ ซึ่งเป็นช่องเขาหลักที่สำคัญสมัยราชวงศ์โจซอน อยู่ระหว่างถนนจากกรุงโซลไปยังจังหวัดกยองซังทางตะวันออกเฉียงใต้
ช่องเขาหลายแห่งในเกาหลีนั้นมีชื่อว่าช่องเขาอารีรัง ช่องเขาอารีรังแห่งหนึ่งตั้งอยู่บริเวณเนินเขาทางภาคกลางของเกาหลี ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโซล เดิมมีชื่อว่าช่องเขาจองนึง และถูกเปลี่ยนชื่อในปี 1926 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงการฉายภาพยนตร์อารีรัง ซึ่งเป็นภาพยนตร์เงียบที่ดีที่สุดของเกาหลี แต่เพลงอารีรังหลาย ๆ เวอร์ชันนั้นมีอายุเก่าแก่กว่าภาพยนตร์เรื่องนี้อีก

อารีรัง (아리랑) : Arirang บทเพลงอันเป็นตัวแทนของประชาชนชาวเกาหลีทั้ง 2 ประเทศ "อารีรัง" เป็นเพลงที่ร้องกันมาแต่สมัยโบราณ และถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวเกาหลี เมื่อใดก็ตามที่มีกิจกรรมร่วมระหว่างประชาชนชาวเกาหลีใต้และประชาชนชาวเกาหลีเหนือ

...เพลงอารีรัง...จะถูกนำขึ้นมาร้องทุกครั้งไป โดยถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติร่วมกันและที่สำคัญจะไม่มีการร้องเพลงชาติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นั่นเป็นการสื่อถึงความหมายการเป็นชนชาติเดียวกัน หากแต่ต้องตัดขาดความเป็นญาติพี่น้อง เพียงเพราะอุดมการณ์ความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน บนเส้นทางถนนซึ่งพาดผ่านช่องแคบภูเขาทอดยาวคดเคี้ยวคู่ขนานไปกับแม่น้ำดองกังแห่งยองวอล ...ทิวทัศน์ที่สวยสดงดงามประดุจสายรุ้งที่ทอดยาวสู่สรวงสวรรค์ของเมืองกังวอนนั้น... กลับกลายเป็นเส้นทางแห่งความเศร้า...สุดแสนพรรณา... เมื่อสิ้นสุดสงครามภายในประเทศเกาหลี

เส้นทางประวัติศาสตร์ที่เรารู้จักกันในนาม "Arirang Bypass" กลายเป็นถนนแห่งการพลัดพลาดของญาติพี่น้อง ครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รัก...และสุดท้ายกลายเป็นที่มาของบทเพลง อารีรัง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกนั่นเอง

ความหมายของคำว่า อารีรัง (เกาหลี: 아리랑)

อารีรัง เป็นคำโบราณ มีความหมาย คือ สุดที่รัก หรือ ที่รักฉันคิดถึงเธอ เนื่องจาก คำว่า อารี (아리 - Ari) แปลว่า สวยงาม หรือแปลว่า คิดถึง ส่วนคำว่า รัง (랑 - Rang) หมายถึง ที่รัก


อารีรัง (Arirang : 아리랑)

อารีรัง (เกาหลี: 아리랑) เป็นเพลงพื้นบ้านเกาหลีที่รู้จักกันดีที่สุด ทั้งภายในประเทศเกาหลีและต่างประเทศ โดยเนื้อหาของเพลงนั้น จะเกี่ยวกับการเดินทางผ่านช่องแคบแนวเขา และมักจะเกี่ยวกับการจากลาจากคนรัก หรือสงคราม


รูปแบบของเพลงอารีรัง

เพลงอารีรังมีมากมายหลายรูปแบบ ซึ่งมากกว่า 1,000 แบบ แต่สามารถจำแนกกลุ่มออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้โดย ขึ้นอยู่กับเนื้อร้อง สร้อย ทำนองโดยรวม ฯลฯ ชื่อเพลงของอารีรังในแต่ละท้องถิ่น โดยอาจจะใช้ชื่อสถานที่หรืออาจใช้ชื่อสำคัญต่าง ๆมานำหน้าและต่อท้ายด้วยคำว่า ...อารีรัง...

เพลงอารีรังต้นฉบับดั้งเดิมนั้นคือ "จองซอน อารีรัง" เป็นเพลงท้องถิ่นโบราณนานกว่า 600 ปีแล้ว แต่บ้างก็กล่าวว่าเกิดขึ้นประมาณปี ค.ศ.1545 ส่วนอีกเพลง อารีรัง ที่รู้จักกันทั่วโลกนี้เป็นเพลงที่แต่งขึ้นในเกิดช่วงหลังสงครามเกาหลีซึ่งนับได้ว่าค่อนข้างใหม่ เพลงนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ตั้งแต่ได้ถูกนำไปใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องอารีรัง (1926) บางครั้งเพลงนี้ถูกเรียกว่า บอนโจอารีรัง (อารีรังมาตรฐาน), ซินอารีรัง (อารีรังใหม่), อารีรัง หรือ กยองกีอารีรัง (เนื่องจากมีต้นกำเนิดจากกรุงโซล ซึ่งเคยอยู่ในเขตจังหวัดกยองกี)



Arirang - Ri Kyong Suk





สร้อยเพลงอารีรัง

ท่อนที่ 1

아리랑, 아리랑, 아라리요...
아리랑 고개로 넘어간다.
나를 버리고 가시는 님은
십리도 못가서 발병난다.

Arirang, Arirang, Arariyo...
Arirang gogaero neomeoganda.
Nareul beorigo gasineun nimeun
Simnido motgaseo balbyeongnanda.

สุดที่รัก ฉันคงคิดถึงเธอมากเหลือเกิน
สุดที่รัก ข้ามภูเขาไปแล้ว...
เธอทิ้งฉันไว้ที่นี่ เพียงลำพัง
เธออาจจะเป็นอะไรไหม ? ก่อนที่เธอจะถึงจุดหมาย...

ท่อนที่ 2

청청하늘엔 별도 많고
우리네 가슴엔 꿈도 많다

Cheongcheonghaneuren byeoldo manko
Urine gaseumen kkumdo manta

เช่นเดียวกับดาวมากมายในท้องฟ้า,
หัวใจฉันก็มีความเศร้าโศกมากมายเช่นกัน

ท่อนที่ 3

저기 저 산이 백두산이라지
동지 섣달에도 꽃만 핀다

Jeogi jeo sani Baekdusaniraji
Dongji seotdaredo kkonman pinda

ภูเขาลูกนั้นคือภูเขาแบคตูซัน,
ที่ซึ่งมีดอกไม้ผลิบาน แม้ในวันสุดท้ายของฤดูหนาว



Arirang - Symphony Orchestra Music



Arirang - Ri Kyong Suk Arirang - Ri Kyong Suk Arirang - Ri Kyong Suk

Sayonara - Pat Kirby

Sayonara - Pat Kirby



Sayonara - Pat Kirby





Sayonara, Japanese goodbye….ซาโยนาระ คำกล่าวลาของชาวอาทิตย์อุทัย

Whisper sayonara....เมื่อกระซิบกล่าวคำลา
But you mustn't cry...อย่าร้องไห้

No more we stop to see pretty cherry blossoms...ไม่มีเรา ที่หยุดดูดอกซากุระบานอีกแล้ว
No more we ‘neath the tree looking at the sky...ไม่มีเราใต้ต้นไม้ นั่งมองท้องฟ้าอีกแล้ว
Sayonara, sayonara Goodbye….ซาโยนาระ ซาโยนาระ ลาก่อน

Sayonara, if it must be so...ซาโยนาระ หากฟ้าลิขิตเช่นนั้น
Whisper sayonara...ก็กระซิบกล่าวคำลา
Smiling as we go...และยิ้มเมื่อต้องจากกัน

No more we stop to see pretty cherry blossoms...ไม่มีเรา ที่หยุดดูดอกซากุระบานอีกแล้ว
No more we 'neath the tree looking at the sky...ไม่มีเราใต้ต้นไม้ นั่งมองท้องฟ้าอีกแล้ว
Sayonara, sayonara Goodbye….ซาโยนาระ ซาโยนาระ ลาก่อน
Sayonara, sayonara Goodbye….ซาโยนาระ ซาโยนาระ ลาก่อน



Sayonara - The Majestic Orchestra




Sayonara - Pat Kirby Sayonara - Pat Kirby Sayonara - Pat Kirby

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Teresa Teng

Teresa Teng

เติ้ง ลี่จวิน หรือ เทเรซา เติ้ง (29 มกราคม พ.ศ. 2496 – 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2538) เป็นนักร้องเพลงจีนสากลชาวไต้หวันชื่อดังและมีอิทธิพลอย่างสูง เธอเกิดที่ เมืองเป่าจง มณฑลหยุนหลิน สาธารณรัฐจีน โดยบรรพบุรุษของเธอมาจากมณฑลเหอเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน เสียงและเพลงของเธอเป็นที่จดจำทั่วทั้งเอเชียตะวันออกและในหมู่ชาวจีนทั้งในประเทศจีน ไต้หวัน และชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก จนมีคำกล่าวว่า "มีชาวจีนอยู่ที่ไหน ก็จะได้ยินเพลงของเติ้ง ลี่จวินที่นั่น" นอกจากนี้ เพลงของเธอยังเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวญี่ปุ่น ชาวเกาหลี ชาวไทย ชาวเวียดนาม ชาวมาเลเซีย และชาวอินโดนีเซียจำนวนมากเช่นกัน
เติ้ง ลี่จวิน มีชื่อเสียงจากบทเพลงรัก และเพลงพื้นเมืองภาษาหมิ่นหนาน (ภาษาฮกเกี้ยน) เพลงที่โด่งดังจนรู้จักกันทั่วไปทั่วเอเชีย ได้แก่เพลง เถียนมี่มี่ (Tiánmìmì แปลว่า หวานปานน้ำผึ้ง) และเพลง เยว่เหลียงไต้เปี่ยวหวอเตอซิน (yuè liang dài biăo wŏ de xīn แปลว่า พระจันทร์แทนใจฉัน) ไม่เพียงเพลงภาษาจีนกลางเท่านั้น เธอยังเคยมีผลงานเพลงภาษาไต้หวัน ภาษากวางตุ้ง ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเวียดนาม ภาษาอินโดนีเซีย และภาษาอังกฤษด้วย เติ้ง ลี่จวิน เสียชีวิตอย่างกะทันหันเนื่องจากโรคหอบหืด ขณะเดินทางมาพักผ่อนที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 ขณะอายุได้เพียง 42 ปี

เธอเป็นบุตรสาวคนเดียว และเป็นลูกคนที่สี่ของคุณพ่อเติ้งเฉี่วน ผู้ซึ่งเกิดในมลฑลเหอเป่ย และเป็นทหารฝ่ายกั๊วหมิงต่าง(ก๊กมิ่งตั๋ง)ของเจียงไคเชค เมื่อฝ่ายกั๋วหมิงต่างพ่าย แพ้แก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ คุณพ่อเติ้งก็อพยพพร้อม กับพลพรรคของเจียงไคเชคไปเกาะไต้หวัน และหนูน้อยเติ้งลี่จวินถือกำหนดที่ไต้หวัน เมื่อ วันที่ 29 เดือนมกราคม 1953

เนื่องจากคุณพ่อเติ้งเป็นทหาร จึงต้องย้ายราชการไปตามที่ต่าง ๆ ตามแต่จะได้รับมอบหมายและชีวิตในวัยเด็กของหนูเติ้งก็ไม่ได้สุขสบายเนื่องจากฐานะทางครอบครัวจัดว่าค่อนข้างยากจน เศรษฐกิจไต้หวันในสมัยนั้นยังไม่มั่งคั่งดังปัจจุบัน การกินอยู่จึง ต้องเพิ่งพาองค์กรกุศลบางส่วน ทางครอบครัวเติ้งเองก็เช่นกัน การนับถือศาสนาคริสต์ก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของคริสต์ศาสนาซึ่งกำลังต้องการเผยแพร่ในไต้หวัน แต่หลังจากที่เติ้งลี่จวินเป็นนักร้องสุดฮ็อตและใช้ชีวิตในต่างประเทศ เธอถึงเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธตามความเชื่อดั้งเดิม แทนชื่อจริงของเติ้งลี่จวินคือ เติ้งลี่หยุน หรือ ไผ่งาม แต่เนื่องจากเพิ่อน ๆ ชอบเรียกลี่จวินมากกว่า ลี่หยุน เมื่อเข้าสู่วงการแล้วเลยตัดสินใจใช้ชื่อว่า ลี่จวินซึ่งแปลว่าคนสวย หรือสาวสวย ซึงก็คงเหมาะกับความเป็นผู้หญิงของเธอมากกว่า หนูเติ้งฉายแววความสามารถด้านการร้องเพลง และแสดง ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ในยุค
หวางเหมยเดี้ยว กำลังฮ๊อตฮิตอันเนื่องจากภาพยนตร์เรื่องเหลียงซานป๋อหยวี่จู้ยิงถาย (The ButterflyLovers) ของผู้กำกับฮ่องกงหลี่ฮั่นเสียง ทำให้ชาวไต้หวันคลั่งไคล้กันทั้งเกาะ และมีการจัดประกวดการร้องหวางเหมยเดี้ยวโดยสถานีโทรทัศน์จงหัว หนูเติ้งได้รับชนะเลิศจากการประกวด

หลังจากนั้นมีการประกวดและชนะเลิศในรายการต่าง ๆ และที่สำคัญคือ ในปี 1966 หรืออายุ 13 ขวบ ได้รับชนะเลิศม้าทองคำจากการประกวดร้องเพลงในเพลงไฉ่หงหลิง ในปีถัดมาก็ได้ออกแผ่นเสียงแผ่นแรกในชีวิต และเป็นการก้าวเข้าสู่อาชีพนักร้องอย่างเต็มตัว การก้าวเข้าสู่นักร้องอาชีพของเติ้งลี่จวินนั้น เธอมีแฟนเพลงกระจายอยู่ทั่วโลกที่มีคนจีนอาศัยอยู่ไม่เว้นแม้กระทั่งญี่ปุ่นสำหรับการไปสร้างชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่นนั้นคงต้องเข้าใจพื้นฐานของชาวไต้หวันอย่างหนึ่ง เนื่องจากเกาะไต้หวันเคยถูกยึดครองโดยญี่ปุ่นสมัยสงครามโลก ชาวไต้หวันจึงมีวิถีชีวิตหลาย ๆอย่างกระเดียดไปทางญี่ปุ่น อย่างวัฒนธรรมการดื่มชาเขียวก็มาจากญี่ปุ่นและได้นำเข้าบ้านเราโดยบริษัทไต้หวันหลายปีก่อน ๆ ที่เจ้าตลาดอย่างโออิชิจะเกิดเสียอีก แต่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากรสชาดไม่ถูกปากคนไทย ชาวไต้หวันจำนวนไม่น้อย เมื่อจะโกอินเตอร์จะมองไปทางตะวันออก(ญี่ปุ่น)ก่อน ซึ่งตรงข้ามกับคนไทยจะมองไปตะวันตก (ฝรั่ง)เสียมากกว่า ปี 1973 ได้เซ็นสัญญากับโพลิดอร์ ประเทศญี่ปุ่นแต่ยังไม่ได้ขึ้นถึงจุดสูงสุด
ในญี่ปุ่น แต่กลับมาถึงจุดสูงสุดเมื่อหลังจากที่ได้ไปตระเวนแสดงในอเมริกาและแคนนาดาในปี 1984 โดยยอดขายแผ่นเสียงของเติ้งลี่จวิน สามารถทำลายสติถิยอดขายสูงสุดของญี่ปุ่น และได้รับรางวัลสารพัดยอดเยี่ยมทั้งแผ่นเสียงยอดขายยอดเยี่ยม เพลงยอดนิยมสูงสุด นักร้องยอดเยี่ยมเป็นต้น ในปี 1985 เพลง ”อ้ายหริน” หรือ “ที่รัก-Lover” ได้รับความนิยมสูงสุด 14 สัปดาห์ติดต่อกัน
ในครั้งนี้ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 10 ขวบ

สำหรับประเทศในแถมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เติ้งลี่ี่จวินก็ตระเวนแสดงตามประเทศต่าง ๆทั้งงานกุศลและร้องตามไนต์คลับภัตตาคารต่าง ๆ อย่างในเมืองไทยก็เคยร้อง ประจำที่ภัตตาคารกิเลน นอกนั้นก็เคยแสดงในประเทศอย่างเวียตนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้น ที่น่าสนใจคือ การไปตามคำเชิญของมาดามลีกวนยิวในปี 1969 เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของภรรยาลีกวนยิว อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของสิงคโปร์เพื่อไปแสดงร้องเพลงเพื่อการกุศลถือว่าเป็นการออกสู่นอกประเทศ ครั้งแรกในขณะที่อายุได้เพียง 14 ขวบ หลังจากนั้นเมื่อเป็นนักร้องยอดนิยมแล้ว ก็ไป ๆ มาอยู่ในกลุ่มประเทศเอเชียอาคเนย์ทั้งหลายจนแฟนเพลงติดชนิดที่ไปไหนมาไหนของเติ้งลี่จวินถูกห้อมล้อมด้วยแฟนเพลง จนไม่เหลือความเป็นส่วนตัว ถึงขนาดต้องแต่งตัวอำพรางตัวเอง เมื่อต้องการออกเที่ยวเป็นการส่วนตัวในระหว่างที่วนเวียนอยู่ในกลุ่มประเทศเอเชียอาคเนย์นั้น

เติ้งลี่จวินเกือบจะลงหลักปักฐานกับหนุ่มสิงคโปร์นามฮ๋วงเหลียนเจิ้น เจ้าของลี่ฟงเรคคอร์ท ผู้ที่ถึงกับลงทุนซื้อโรงแรมเมย์ฟลาเวอร์ ในกัวลาลัมเปอร์ ให้เป็นที่ร้องเพลงประจำของเติ้งลี่จวิน ซี่งเติ้งลี่จวินจะร้องที่นี่ทุกคืนตอน 4 ทุ่ม และจะร้องเพลงหลัก ๆ อยู่สี่เพลง คือ “อ้ายหนี่อีว่านเหนียน” (รักเธอหนึ่งหมื่นปี) “ฉีงหรินจ้ายเจี้ยน”(ลาก่อนที่รัก) “จี่สือจ้ายหุยเถา”(เมื่อไหร่กลับมาอีก) และเพลงภาษาอังกฤษ “Love Story”

ถึงแม้เติ้งลี่จวินจะสามารถตรึงใจ แฟนเพลงชาวจีน และ ญี่ปุ่นทั่วทั้งเอเชีย แต่มีอีกประเทศซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของคุณพ่อเติ้ง แต่เติ้งลี่จวินกลับไม่เคยแม้แต่จะเหยียบจีนแผ่นดินใหญ่เลย ถึงแม้จะมีบ้านหลังที่สองอยู่ในฮ่องกงก็ตามไม่ใช่ว่าชาวจีนแผ่นดินใหญ่จะไม่ชอบฟังเพลงของเติ้งลี่จวิน ตรงกันข้ามกลับเป็นประเทศที่มีแฟนเพลงมากที่สุดและคลั่งไคล้มากที่สุด แต่เหตุที่เติ้งลี่จวินไม่ไปเยี่ยมแฟนเพลงที่จีนแผ่นดินใหญ่ มาจากเหตุผลทางการเมืองล้วน ๆ เนื่องจากคุณพ่อเป็นทหารระดับนายพันของเจียงไคเชคแห่งกั๊วหมิงด่าง ผู้ที่เคยสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์ร้อยทั้งร้อยจะไม่ยอมเผาผีกับจีนแผ่นดินใหญ่ และมักจะบอกต่อไปยังลูกหลานไม่ให้คบค้าด้วย แฟนเพลงชาวจีนทุกคนอยากให้เติ้งลี่จวินไปหา ในยุคนั้นเป็นยุคของเติ้งเสี่ยวผิง ชาวจีนถึงกับพูดล้อกันว่า
กลางวันฟังนโยบายของหล่าวเติ้ง (เติ้งใหญ่หรือเติ้งเสี่ยวผิง) แต่กลางคืนฟังเพลงของเสี่ยวเติ้ง (เติ้งน้อยหรือเติ้งลี่จวิน) ในแต่ละปี บรรดาแฟนนานุแฟนจะมีการจัดประกวดร้องเพลงเลียนแบบเติ้งลี่จวิน และก็เป็นเวทีที่กำเนิดนักร้องเสียงเติ้งลี่จวินมากมาย กิจกรรมนี้ยังจัดกันอย่างต่อเนื่องจนทุกวันนี้ หลังจากที่เติ้งลี่จวินเสียชีวิตไปแล้วแฟนเพลงชาวจีนได้สร้างรูปปั้นของเติ้งลี่จวินไว้ในสวนชิงผู่ฟุเซ่าในเมืองซ่างห่างหรือเซี่ยงไฮ้เสมือนเป็นอนุสาวรีย์ลำลึกถึงนักร้องผู้ยิ่งใหญ่ ในขณะที่แฟนเพลงจีนแผ่นดินใหญ่คลั่งไคล้เติ้งลี่จวินนั้น ใช่ว่าทางการรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะไม่คิดอะไร บางครั้งก็ออกมาโจมตีว่า เป็นนักร้องที่ทำลายฒนธรรมจีน ส่งเสริมให้เพ้อฝันแต่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เป็นต้น หรือ หนัก ๆ เข้า ถึงขั้นกล่าวหาว่าเป็นนักร้องสปายของกั๊วหมิงด่าง

ในช่วงปลายชีวิตของเติ้งลี่จวิน เนื่องจากเจ็บป่วยในระบบทางเดินหายใจ จึงใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยพักอยู่กับสหายร่วมรบของคุณพ่อในกองพล 93 เนื่องจากการพักอยู่บนดอยอากาศเย็นสบายซึ่งเหมาะกับการพักรักษาระบบทางเดินหายใจ และก็จบชีวิตเป็นข่าวร้ายที่ช็อคแฟนเพลงทั่วโลกเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1995 เวลา 17.30 น. รวมอายุที่สร้างความสุขให้กับแฟนเพลงแค่ 42 ปีเท่านั้น

ถึงแม้ตัวของเติ้งลี่จวินจะจากไปร่วม 10 ปีแล้ว แต่ผลงานของเธอยังตราตรึงอยู่ในหัวใจของแฟนเพลงทุกคนอย่างไม่เสื่อมคลาย และคงจะไม่มีวันที่จะถูกลืมเลือน ตราบเท่าที่ทุกวันนี้ยังมีเติ้งลี่จวินรายใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในสมัยสงครามเย็น ฝ่ายปฏิวัติกล่าวถึงการถูกเข่นฆ่าของฝ่ายตนโดยทางการว่า “ตายหนึ่งเกิดแสน”สำหรับในวงการเพลงการตายหนึ่งเกิดแสน เป็นเรื่องที่กล่าวได้ว่าไม่เกินจริงนัก สำหรับในโลกตะวันตกการจากไปของราชาเพลงร็อคแอนด์โรล์ นามเอลวิส เพรสลีย์ ทำให้เกิดเอลวิส
มากมายทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเอลวิสูตร เอลวิส รามาซิงค์ เอลวิส เฉิน หรือ เอลวิส โมฮาหมัด เป็นต้น สำหรับในโลกตะวันออก การจากไปของเติ้งลี่จวิน ถึงจะไม่มีนักร้องนามเติ้งลี่หนึ่ง เติ้งลี่สองก็ตาม แต่ก็ก่อเกิดนักร้องเสียงเหมือนเติ้งลี่จวินจำนวนนับไม่ถ้วน และก็เกิดขึ้นทุกวันไม่ขาดสายจนทุกวันนี้ เนื่องจากในจีนแผ่นดินใหญ่จะมีการจัดประกวดร้องเพลงเติ้งลี่จวินทุกปีเนื่องในโอกาสรำลึกการจากไปของเติ้งลี่จวิน






Goodbye my love - Teresa Teng

" ลาก่อนที่รัก ลาก่อนที่รักของฉัน
ลาก่อนที่รัก วันใดจะได้พบกันอีกมิอาจรู้
ฉันให้เธอหมดแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง
หวังว่าเธอจะทะนุถนอมมันอย่างดี อย่าทำลายความรักของฉัน

ลาก่อนที่รัก ลาก่อนที่รักของฉัน
ลาก่อนที่รัก จากนี้ต่อไปต้องแยกจากเธอไป
ฉันจะรักเธอตลอดไปในส่วนลึกของใจฉัน
หวังว่าเธอคงจะไม่ลืมฉัน
ฉันจะระลึกถึงอ้อมกอดแห่งรักที่นุ่มนวลของเธอตลอดไป

ระลึกถึงดวงใจที่อบอุ่นของเธอ
ระลึกถึงรสจูบที่แสนหวานของเธอ
ระลึกถึงเสียงเพลงที่แสนเคลิบเคลิ้มของเธอ
จะลืมช่วงเวลานี้ลงได้อย่างไร ลาก่อนที่รัก

ไม่รู้ว่าวันไหนจะได้เจอกันอีก
ลาก่อนที่รักของฉัน ฉันจะไม่มีวันลืมเธอ
แล้วก็หวังว่าเธอก็จะไม่ลืมฉัน
บางทีเราอาจจะมีวันที่ได้กลับมาพบกันอีก ไม่ใช่เหรอ
ที่รักฉันเชื่อว่าต้องมีวันที่เราได้กลับมาเจอกันอีกสักวันหนึ่ง "




The Moon Represents My Heart - Teresa Teng

" เธอถามฉันว่า ฉันรักเธอมากเท่าไร
ฉันรักเธอมากแค่ไหน
ความรู้สึกของฉันจริงแท้
ความรักของฉันแน่นอน
ดวงจันทร์แทนใจของฉัน

เธอถามฉันว่า ฉันรักเธอมากเท่าไร
ฉันรักเธอมากแค่ไหน
ความรู้สึกในใจไม่เคยแปรผัน
ความรักของฉันไม่เคยแปรเปลี่ยน
ดวงจันทร์แทนใจของฉัน

จูบเบาๆเพียงครั้งเดียว
ก็ทำให้ใจฉันหวั่นไหว
ความรักที่ลึกซึ้งเพียงช่วงหนึ่ง
ยังตราตรึงในใจจนวันนี้

เธอถามฉันว่า ฉันรักเธอมากเท่าไร
ฉันรักเธอมากแค่ไหน
เธอลองคิดดู
เธอลองตรองดู
ดวงจันทร์แทนใจของฉัน "



What Do You Have To Say ? - Teresa Teng

" ฉันไม่ลืมเธอที่เธอลืมฉัน

แม้แต่ชื่อเธอยังเรียกไม่ถูก

เธอพิสูจน์ให้เห็นทั้งหมดคือการหลอกลวงฉัน

ดูวันนี้คุณจะพูดยังไง

เธอพูดสองวันเมื่อผ่านว่าจะมาหาฉัน

รอแล้วรอเล่าจนหนึ่งปีผ่านไป

สามร้อยหกสิห้าวันผ่านไปอย่างสุดแสนขมขื่น

ส่วนลึกในใจเธอไม่เคยมีฉันเลย

เอารักของฉันคืนมา "



Who Will Love Me - Teresa Teng



Sweet Honey Honey - Teresa Teng

" รอยยิ้มเธอช่างหวานประดุจหนึ่งปานน้ำผึ้ง

สวยประดุจดังดอกไม้บานยามฤดูใบไม้ผลิ

อยู่ที่ไหนๆมีแต่เธอเสมอ(เหมือนพานพบ) รอยยิ้มของเธอช่างคุ้นเคยอย่างนี้

ฉันเฝ้ารำพึงนึกถึงเธอเสมอมิเสื่อมคลาย ในความฝัน

ในฝันเหมือนพานพบแต่เธอ ยิ้มหวานปานน้ำผึ้ง

ปรารถนาฝันเห็นแต่เธอเพียงคนเดียว

อยู่ที่ไหนๆมีแต่เธอเสมอ(เหมือนพานพบ), รอยยิ้มของเธอช่างคุ้นเคยอย่างนี้
ฉันเฝ้ารำพึงนึกถึงเธอเสมอมิเสื่อมคลาย ในความฝัน "




Mei Hua - Teresa Teng

" ดอกเหมย ดอกเหมย เต็มใต้ท้องนภา

ยิ่งหนาวเย็นระรื่นดอกเหมยยิ่งออกดอก

ดอกเหมยสัญลักษณ์ความอดทนแข็งแกร่งของพวกเราชาวจีนอย่างโดดเด่น

มองดอกเหมยออกดอกเต็มเกลื่อนกลาดอย่างสุดลูกหูลูกตา

มีพื้นดินจะต้องมีดอกเหมย

น้ำแข็งหิมะลมฝน(สภาพอากาศ)ก็ไม่หวั่นดอกเหมยคือดอกไม้ประจำชาติของเรา "



I only care about you - Teresa Teng

" หากไม่ได้พบเธอ ฉันจะอยู่ที่ไหน

วันเวลาจะผ่านไปเช่นไร ชีวิตต้องทะนุถนอมไหม

อาจจะรู้จักคนคนหนึ่ง ผ่านชีวิตที่ธรรมดา

ไม่รู้ว่าจะได้ มีความรักที่หวานดั่งน้ำผึ้งหรือไม่

ทุกเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันแคร์เธอคนเดียว

เต็มใจ , เชื่อมต่อลมหายใจของเธอ

ชีวิตเมื่อไรถึงจะได้เจอคนรู้ใจ

สูญเสียพลังชีวิตก็ไม่เสียดาย

ฉะนั้นฉันขอร้องเธอ อย่าให้ฉันไปจากเธอ

นอกจากเธอแล้วฉันไม่รู้สึกถึง ความรักและความห่วงใยแม้แต่น้อย

หากมีวันนั้น เธอบอกว่าจะจากไป

ตัวฉันคงหลงทาง เดินเข้าไปในทะเลมนุษย์ที่ไร้ขอบเขต

ไม่ต้องมีคำสัญญาใดใด ขอแค่อยู่ด้วยกันทุกวัน

ฉันไม่อาจดำเนินชีวิตโดยอาศัยแค่ฉากของความทรงจำ "




When will you Return - Teresa Teng

" ดอกไม้งามไม่อาจผลิบานตลอดกาล ช่วงเวลามีค่าย่อมไม่ยืนยาว

(เรา) แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่น้ำตา (ของเรา) เปียกเป็นทางยาว

หลังพรากจากกันคืนนี้แล้ว เมื่อไรเธอจะหวนคืนมา?

หลังจากดื่มถ้วยนี้หมดแล้ว โปรดกลับมาและสั่งสุราดื่มอีก

ชีวิตคนเราแสนสั้นจนต้องดื่มให้เมามาย (เรามา) สนุกกับปัจจุบันกันเถอะ

มาซิ มาเถอะ มาคุยกันโขมงโฉงเฉงหลังจากดื่มถ้วยนี้

หลังพรากจากกันคืนนี้แล้ว เมื่อไรเธอจะหวนคืนมา?

ถึงเวลาดนตรีเลิกบรรเลงแล้ว เติมถ้วยหยกขาวใบนี้ให้เต็ม

(ฉัน) จำนนต่อคำหวาน ซบแนบอกในอ้อมกอดของเธอ

หลังพรากจากกันคืนนี้แล้ว เมื่อไรเธอจะหวนคืนมา?

หลังจากดื่มถ้วยนี้หมดแล้ว เมื่อไรเธอจะหวนคืนมา?

ชีวิตคนเราแสนสั้นจนต้องดื่มให้เมามาย (เรามา) สนุกกับปัจจุบันกันเถอะ

อา… รินอีกถ้วย ดื่มให้เกลี้ยงจนหยดสุดท้าย!

หลังพรากจากกันคืนนี้แล้ว เมื่อไรเธอจะหวนคืนมา? "




Tsai Chin - Teresa Teng




A Small Town Story - Teresa Teng




Teresa Teng Teresa Teng Teresa Teng