Bangkok, Thailand

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

The Sound of Silence - Simon and Garfunkel

The Sound of Silence - Simon and Garfunkel


"The Sound of Silence" แผ่นซิงเกิลฮิตของ Simon and Garfunkel กับอัลบั้มที่ชื่อ Sounds of Silence ออกวางขายเมื่อเดือนกันยายน 1965 ในสไตล์ของ
เพลงโฟล์คร้อค ที่บันทึกไว้ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 1964 และ 15 มิถุนายน 1965ภ ายใต้ลิขสิทธิ์ของ Columbia Records โดยมี Paul Simon เป็นผู้ประพันธ์ Tom Wilson เป็นโปรดิวซ์เซอร์ ในชุดอัลบั้ม ปี (1963) "The Sound of Silence" ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Graduate ก็ดังเปรี้ยงปร้างไปทั้งโลก

"The Sound of Silence" ดั้งเดิมของ Paul Simon ในอเมริกาฮิตหลังเพลง "Bridge Over Troubled Water" ที่จึ้ไล่ตามกันมาติดๆ ด้วยเสียงอะคูสติก กีตาร์ของเขาทั้งคู่ ทั้งร้องกันเองเล่นกันเอง อัลบั้มแรกทำไว้เมื่อเช้าวันพุธ ในปี 1964 แล้วจึงนำมาอัดเสียง กลองเพิ่มลงไปในภายหลังโดย Al Gorgoni ซิงเกิลนี้ขึ้นเป็นเพลงอันดับ 1 ในวันขึ้นปีใหม่ ของปี 1966 อัลบั้ม Sounds of Silence.ได้ถูกนำมาทำลงแผ่นอีกครั้ง

ออริจินอลครั้งนั้นตั้งชื่อว่า The Sounds of Silence ต่อมาถุกเปลี่ยนเป็น "The Sound of Silence" (ตัดตัว S ทิ้งไป) อาจจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เขาชอบไปนั่งแต่งเพลงในห้องน้ำ เขาบอกว่าเขาชอบเสียงของน้ำที่ไหลออกมาจากก้อกน้ำทันทีที่เปิดมัน เป็นเสมือนมีมนต์สะกดเขาได้ทุกครั้ง และเขาชอบหยิบกีตาร์มาเล่นในความมืด' Hello darkness, my old friend / I've come to talk with you again'.

หลังจากนั้น Simon มีโอกาสนำเพลงนี้ไปเล่นเป็นตัวอย่างอวดให้ Garfunkel ฟังในวันหนึ่ง, แล้วเขาทั้งสองจึงได้มีโอกาสแสดงในไนท์คลับ กรุงนิวยอร์ค ท่ามกลางการเฝ้ารอคอยของทั้งคู่ The Sound of Silence ค่อยๆไต่อันดับขึ้นไปเรื่อยๆซึ่งเป็นไปตามความคาดหมาย ในขณะที่เขาทั้งสองร่วมกับ Tom Wilson โปรดิวเซอร์ในสังกัดของ Columbia Records ใน New York, ร่วมกันทำให้เพลงนี้ถูกขอให้เปิดออกอากาศทางรายการวิทยุบ่อยที่สุดใน Boston, รัฐ Massachusetts และรอบๆ Gainesville และที่ Cocoa Beach ใน Florida

จนมาถึงอัลบั้มสุดท้ายของพวกเขาคือ Bridge Over Troubled Water ก็ยังเป็นที่รู้จักไม่แพ้กัน จนกล่าวได้ว่า Simon and Garfunkel เป็นศิลปินแห่งปี 1960s,

Simon and Garfunkel นำเพลงนี้กลับมาทำอีกครั้งในเดือนธันวาคมปี 1965 และออกวางขายในเดือนมกราคม 1966 กลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง ฮิตติด Top-five ในสหรัฐอเมริกา เมื่อฤดูร้อนปี 1966,

วันที่ 15 มิถุนายน 1965 Wilson นำออริจินอลของแทร็กซ์นี้ ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นปี 1964 จับมายำใหม่โดยใช้กีตาร์ไฟฟ้าเล่น จากฝีมือของ Al Gorgoni เบสไฟฟ้าโดย Bob Bushnell,และกลองโดย Bobby Gregg, เขาทำไปทั้งๆที่ไม่ได้พุดคุยปรึกษากับ Simon หรือ Garfunkel. แต่ยังคงขึ้นกับสังกัดเดิมในเวลานั้นคือ Columbia Records, ปรากฎว่าไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย Roy Halee ผู้เป็นเอนจิเนียร์ของการอัดเสียงในครั้งนี้ และเคยมีผลงานมาแล้วกับวงThe Byrds และทีมงานโฟล์ค ร้อคอื่นๆ ได้นำเอาเสียงเอฟเฟคมาใส่ในท่อนอินโทร ซึ่งเขามายอมรับในภายหลังว่าเสียงมันไปขัดกันเองกับเสียงของกีตาร์ไฟฟ้าที่ใช้เล่นในเพลงนี้


ในปี 1999, BMI ยกย่องให้ The Sound of Silence เป็นเพลงแห่งศตวรรษที่ 20 Song of the 20th Century. ในปี 2004 นิตยสาร Rolling Stone ยกย่องให้เป็นเพลงในอันดับ 156 ของ 500 เพลงฮิตตลอดกาล The 500 Greatest Songs of All Time, ซึ่งเพลงประเภทดูโอนี้มีติดอันดับแค่ 3 เพลงเท่านั้น

ในปี 2004, นิตยสาร Rolling Stone Magazine จัดอันดับที่ 40 ให้เขาในฐานะศิลปินผ้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล The 100 Greatest Artists of All Time.

เขาได้รับรางวัลมากมายจาก Grammy's พร้อมทั้งได้รับการจารึกชื่อไว้ ณ หอเกียรติยศ The Rock and Roll Hall of Fame และที่ The Long Island Music Hall of Fame (2007).

ในปี 2009 มีคนนำเพลงนี้ออกสู่ตลาดอีกครั้งคู่กับ "I Am a Rock" โดยออกมาให้โหลดจังหวะเล่นกับวีดิโอเกม

เพลง The Sound of Silenceได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในยุค 60’s นักวิจารณ์สังคมบอกว่า แปลกดีนะที่คนอเมริกัน แห่กันไปดูคอนเสิร์ท Simon & Garfunken ยอมเสียเงินเพื่อเข้าไปฟังเพลงที่กำลังวิพากษ์ตนเองอย่างแสบๆคันๆ ฟังแล้วคนก็ดันชอบเสียด้วย

เพลงนี้โดยตัวมันเองเป็นกวีนิพนธ์ที่คมคายงดงามบทหนึ่ง เนื้อหาคือการวิพากษ์สังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะสังคมปัจเจกนิยมสุดขั้วแบบอเมริกันที่ผู้คนต่างเมินเฉยไม่ยุ่งกันและไม่อยากให้ใครมายุ่งกับตัว จนกระทั่งผู้คนขาดทักษะในการสื่อสารกันแบบใจถึงใจ สิ่งที่ยึดเหนี่ยวแต่อย่างเดียวคือการค้อมคารวะให้กับพระเจ้าแห่งแสงนีออน(เทียบได้กับลัทธิบริโภคนิยม)ที่มนุษย์สร้างขึ้น

สภาวะเช่นนี้ เป็นเสมือนเสียงแห่งความเงียบที่ปกคลุมครอบงำไปทั่วทั้งสังคมซ้อนอยู่ในชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยแสงสีของผู้คนอีกทีหนึ่ง เนื้อหาเพลงค่อนข้างเป็นแอ๊บสแตร็คแต่สะกิดเพียงนิดเดียว คนจำนวนหนึ่งก็เข้าใจสภาวะความเป็นจริงรอบตัวเขา





The Sound of Silence - Simon and Garfunkel




Hello darkness, my old friend
I’ve come to talk with you again
Because a vision softly creeping
Left its seeds while I was sleeping
And the vision that was planted in my brain
Still remains
Within the sound of silence

In restless dreams I walked alone
Narrow streets of cobblestone
‘Neath the halo of a street lamp
I turn my collar to the cold and damp
When my eyes were stabbed by the flash of a neon light
That split the night
And touched the sound of silence

And in the naked light I saw
Ten thousand people maybe more
People talking without speaking
People hearing without listening
People writing songs that voices never shared
No one dared
Disturb the sound of silence

“Fools,” said I, “you do not know
Silence like a cancer grows
Hear my words that I might teach you
Take my arms that I might reach you”
But my words like silent raindrops fell
And echoed in the wells of silence

And the people bowed and prayed
To the neon god they made
And the sign flashed out its warning
In the words that it was forming
And the sign said “The words of the prophets are written on the subway walls
And tenement halls
And whispered in the sound of silence

สวัสดีความมืดเพื่อนเก่า
เรามาทักทายกันอีกหน
ภาพฝันคืบคลานมาอย่างแยบยล
เมล็ดพันธุ์ฝันหล่นฝังในจินตนาการ

ยังคงอยู่อย่างนั้น
เสียงแห่งความเงียบงันยังขับขาน
เดินลำพังในฝันอันเนิ่นนาน
ผ่านถนนแคบแอบแสงสลัวจากเสาไฟ

ห่อห่มตัวหนีห่างความหนาวชื้น
ยืนตะลึงจากแสงวาบสว่างไสว
แยกคืนและคั่นวันออกไป
และนั่นไงสัมผัสเสียงอันเงียบงัน

ผู้คนมากมายภายใต้แสงอันว่างเปล่า
ได้ยินคำบอกเล่าโดยไม่หัน
เสวนาโดยไร้คำพร่ำรำพัน
ไม่ปันเสียงประพันธ์เพลงบรรเลงใจ

ไม่มีใครกล้าส่งเสียงผ่านเสียงเพรียก
ฉันกู่ก้องร้องเรียก “ผู้ไม่รู้อะไร จะโง่ไปถึงไหน
ความเงียบงันดั่งมะเร็งกำเริบเติบโตไป
จับมือฉันไว้ ตั้งใจฟัง อาจสอนคน”

คำฉันคล้ายสายฝนหล่นเพียงแผ่ว
ดั่งเสียงแก้วหล่นร่วงจากเวหน
สะท้อนเสียงก้องกังวานผ่านเวียนวน
ไม่ผ่านพ้นห้องแห่งเสียงอันเงียบงัน

ผู้คนก้มลงกราบกล่าวภาวนา
ต่อหน้าพระเจ้าเขาสร้างฝัน
วาบแห่งแสงสัญลักษณ์จักเตือนกัน
คำแห่งความหมายนั้นหาได้จากที่ใด

ความรัักความหมายนั้นหาได้ในทุกที่
ขอแค่มีดวงใจที่เปิดไว้
บนท้องถนนหรือในห้องมองออกไป
มีอยู่ในเสียงกระซิบเพลงบทแผ่วอันเงียบงัน






The Sound of Silence - Simon and Garfunkel The Sound of Silence - Simon and Garfunkel

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น